Animated Rainbow Nyan Cat

วันพฤหัสบดีที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2560

บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 3

วันศุกร์ที่ 20 มกราคม 2560 เวลา13.30-16.30น. 



ความรู้ที่ได้รับ

     วันนี้ได้เรียนรู้ถึงประเภทของเด็กที่มีความต้องการพิเศษ ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ
1.กลุ่มเด็กที่มีลักษณะทางความสามารถสูง มีความเป็นเลิศทางสติปัญญา เรียกโดยทั่วๆไปว่า เด็กปัญญาเลิศ"(Gifted Child) คือเด็กที่มีความสามารถทางสติปัญญา มีความถนัดเฉพาะทางสูงกว่าเด็กในวัยเดียวกัน

     ◊ลักษณะของเด็กปัญญาเลิศ

พัฒนาการด้านร่างกายและจิตใจ(ความรู้สึกนึกคิด)สูงกว่าเด็กในวัยเดียวกัน
เรียนรู้สิ่งต่างๆได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย
อยากรู้อยากเห็นอย่างจริงจัง ชอบซักถาม (ถ้าเขาถามแล้วเราไม่ตอบเขาจะเกิดอาการน้อยใจ)
มีเหตุผลในการแก้ปัญหาต่างๆ
จดจำได้เร็วและแม่นยำ
มีความรู้ใช้ศัพท์เกินวัย
มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ มีวิธีการคิดแปลกๆ
ชอบแสวงหาสิ่งท้าทายความคิดความอ่าย
อ่อนไหวทางความรู้สึกได้ง่าย
ไม่ชอบให้ใช้เสียงอ่อนหวาน ชอบให้ใช้เสียงปกติธรรมดา

                       ☞ข้อแตกต่างระหว่างเด็กฉลาดกับเด็กGifted

                            เด็กฉลาด                                        Gifted
                       ตอบคำถาม                                    ตั้งคำถาม
                       สนใจที่ครูสอน                                เรียนรู้สิ่งที่สนใจ
                       ชอบอยู่กับเด็กอายุเท่ากัน                  ชอบอยู่กับผู้ใหญ่หรือเด็กที่โตกว่า
                       เรียนรู้ง่ายและเร็ว                             เบื่อง่าย
                       เป็นผู้ฟังที่ดี                                    ชอบเล่า
                       พอใจในผลงานของตน                      ติเตียนผลงานของตน

2.กลุ่มเด็กทีมีลักษณะทางความบกพร่อง ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 9 ประเภท ดังนี้     
     1)เด็กบกพร่องทางสติปัญญา
     2)เด็กบกพร่องทางการได้ยิน
     3)เด็กบกพร่องทางการเห็น
     4)เด็กบกพร่องทางร่างกายและสุขภาพ
     5)เด็กบกพร่องทางการพูดและภาษา
     6)เด็กบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์
     7)เด็กบกพร่องทางดารเรียนรู้
     8)เด็กออทิสติก
     9)เด็กพิการซ้ำซ้อน

     1)เด็กบกพร่องทางสติปัญญา(Children with Intellectual Disabilities) หมายถึง เด็กที่มีระดับสติปัญญาหรือเชาว์ปัญญาต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ยเมื่อเทียบกับเด็กในระดับอายุเดียวกัน มี 2 กลุ่ม คือ เด็กเรียนช้าและเด็กปัญญาอ่อน

     เด็กเรียนช้า
- สามารถเรียนร่วมในชั้นเรียนปกติได้
- มีความสามารถเรียนล่าช้ากว่าเด็กปกติ
- ขาดทักษะในการเรียนรู้
- บกพร่องทางสติปัญญาเพียงเล็กน้อย
- มีระดับสติปัญญา(IQ)ประมาณ 71-90
     สาเหตุของการเรียนช้า
ปัจจัยภายนอก เศรษฐกิจของครอบครัว(ส่วนใหญ่จะพบเด็กเรียนช้าในครอบครัวที่ยากจน) สภาวะทางอารมณ์ของคนในครอบครัว เข้าเรียนไม่สม่ำเสมอ วิธีการสอนไม่มีประสิทธิภาพ
ปัจจัยภายใน พัฒนาการช้าและการเจ็บป่วย

     ▣เด็กปัญญาอ่อน
- ระดับสติปัญญาต่ำ
- พัฒนาการล่าช้า
- พฤติกรรมการปรับตัวบกพร่อง เช่น การสื่อความหมาย การดูแลตนเอง การควบคุมตนเอง การปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นในสังคม 
- อาการแสดงก่อนอายุ18ปี
       เด็กปัญญาอ่อนแบ่งตามระดับสติปัญญา(IQ)ได้ 4 กลุ่ม
1)เด็กปัญญาอ่อนขนาดหนักมาก IQ ต่ำกว่า 20 ไม่สามารถเรียนรู้ทักษะด้านต่างๆได้เลย ต้องดูแลรักษาพยาบาลเท่านั้น
2)เด็กปัญญาอ่อนขนาดหนัก IQ 20-34 ไม่สามารถเรียนได้ แต่ต้องมีการฝึกหัดช่วยเหลือตัวเองในกิจวัตรประจำวันเบื้องต้นง่ายๆ เรียกโดยทั่วไปว่า C.M.R (Custodial Mental Retardation)
3)เด็กปัญญาอ่อนขนาดปานกลาง IQ 35-49 สามารถฝึกอบรมและเรียนทักษะเบื้องต้นง่ายๆได้ สามารถฝึกอาชีพหรือทำงานง่ายๆได้ เช่น กวาดบ้าน ถูบ้าน เรียกโดยทั่วไปว่า T.M.R (Trainable Mentally Retarded)
4)เด็กปัญญาอ่อนขนาดน้อย IQ 50-70 เรียนระดับประถมได้ ฝึกอาชีพและงานง่ายๆได้ เรียกโดยทั่วไปว่า E.M.R (Educable Mentally Retarded)
      ลักษณะของเด็กที่บกพร่องทางสติปัญญา
●ไม่พูด 
●ช่วงความสนใจสั้น
●อารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย รอคอยไม่ได้
●ทำงานช้า
●ไม่มีเหตุผล ชอบใช้ความรุนแรง
●อวัยวะบางส่วนมีรูปร่างผิดปกติ(โดยเฉพาะหน้าตา) กล้ามเนื้อไม่ประสานกัน


ดาวน์ซินโดรม Down Syndrome

สาเหตุ
ความผิดปกติของโครโมโซมคู่ที่ 21 เกินมา1แท่ง
อาการ
ศีรษะเล็กแบน คอสั้น
หน้าแบน ดั้งจมูกแบน
ตาเฉียงขึ้น ปากเล็ก
ใบหูเล็กและอยู่ต่ำกว่าปกติ
ช่องปากแคบ ลิ้นยื่น ฟันขึ้นช้าไม่เป็นระเบียบมือแบนกว้าง นิ้วมือสั้น
เส้นลายมือตัดขวาง นิ้วก้อยโค้งงอ
●ช่องระหว่างนิ้วเท้า 1และ2กว้าง

●อารมณ์ดีเลี้ยงง่าย ร่าเริง
●มีปัญหาในการใช้ภาษาและการพูด
●อวัยวะเจริญเติบโตไม่เต็มที่ทั้งชายและหญิง ถ้าเป็นเพศชายจะเเป็นหมัน เพศหญิงจะมีประจำเดือนต้องดูแลอย่างใกล้ชิด ส่วนใหญ่มักจะพาไปทำหมันเพื่อป้องกันการตั้งครรภ์


























การตรวจวินิจฉัยก่อนคลอดกลุ่มอาการดาวน์
- การเจาะเลือดของมารดาระหว่างตั้งครรภ์
- อัลตราซาวด์
- การตัดชิ้นเนื้อรก
- การเจาะน้ำคร่ำ

     2)เด็กที่บกพร่องทางการได้ยิน(Children with Hearing Impaired) หมายถึง เด็กที่มีความบกพร่องหรือสูญเสียการได้ยิน เป็นเหตุให้การรับฟังเสียงต่างๆไม่ชัดเจน มี 2 ประเภท คือ เด็กหูตึงและเด็กหูหนวก

    ♪เด็กหูตึง 
หมายถึง เด็กที่สูญเสียการได้ยินแต่สามารถรับข้อมูลได้โดยใช้เครื่องช่วยฟัง จำแนกย่อยได้4กลุ่ม
1.เด็กหูตึงระดับน้อย ได้ยินตั้งแต่ 26-40 dB เด็กจะมีปัญหาในการรับฟังเสียงเบาๆ เช่น การกระซิบหรือเสียงจากที่ไกลๆ
2.เด็กหูตึงระดับปานกลาง ได้ยินตั้งแต่ 41-55 dB มีปัญหาในการรับฟังเสียงพูดคุยที่ดังในระดับปกติ จะไม่ได้ยินจับใจความไม่ได้ มีปัญหาในการพูดเล็กน้อย เช่น พูดไม่ชัด เสียงผิดปกติ ออกเสียงเพี้ยน
3.เด็กหูตึงระดับมาก ได้ยินตั้งแต่ 56-70 dB มีปัญหาในการรับฟังเสียงพูดคุยที่ดังกว่าปกติ พูดช้ากว่าปกติ พูดไม่ชัด เสียงเพี้ยน บางคนไม่พูด อาศัยการอ่านปากหรือภาษามือ
4.เด็กหูตึงระดับรุนแรง ได้ยินตั้งแต่ 71-90 dB มีปัญหาในการรับฟังเสียงอย่างมาก ได้ยินเสียงเฉพาะเสียงที่ดังใกล้หูในระยะ1ฟุต เวลาจะคุยด้วยต้องอาศัยการตะโกน 
     
    ♪เด็กหูหนวก
- เด็กสูญเสียการได้ยินอย่างมากถึงขั้นที่ทำให้หมดโอกาสที่จะเข้าใจภาษาพูดจากการได้ยิน
- เครื่องช่วยฟังไม่สามารถช่วยได้ ใช้ภาษามือในการสื่อสาร
- ระดับการได้ยินตั้งแต่ 91 dBขึ้นไป(เสียงเครื่องบิน,ฟ้าผ่า)
     ลักษณะของเด็กที่บกพร่องทางการได้ยิน
●ไม่ตอบสนองเสียงพูด มักตะแคงหูฟัง
●ไม่พูดมักจะแสดงท่าทาง
●พูดไม่ถูกหลักไวยากรณ์
●พูดด้วยเสียงต่ำหรือดังเกินความจำเป็น
●เวลาพูดคุยมักจะมองปากของอีกฝ่ายมากกว่ามองหน้า
●รู้สึกไวต่อการสั่นสะเทือนและการเคลื่อนไหวรอบตัว

     3)เด็กที่บกพร่องทางการมองเห็น(Children with Visual Impairments)
- เด็กที่มองไม่เห็นหรือเห็นแสง เห็นเลือนลาง
- มีความบกพร่องทางสายตาทั้ง2ข้าง
- สามารถเห็นได้ไม่ถึง1/10 ของสายตาคนปกติ
- มีลานสายตากว้างไม่เกิน30องศา(ลานสายตาของคนปกติจะอยู่ที่160องศา)
จำแนกได้เป็น 2 ประเภท คือ เด็กตาบอดและเด็กตาบอดไม่สนิท

     เด็กตาบอด
- เด็กที่ไม่สามารถมองเห็นได้เลย หรือมองเห็นบ้างเล็กน้อย
- ต้องใช้ประสาทสัมผัสอื่นในการเรียนรู้
- สายตาข้างที่ดีมองเห้นได้ในระยะ 6/60, 20/200ลงมาจนถึงบอดสนิท
- มีลานสายตาเฉลี่ยอย่างสูงสุด แคบกว่า 5 องศา

     เด็กตาบอดไม่สนิท
- เด็กที่มีความบกพร่องทางสายตา
- สามารถมองเห็นบ้างแต่ไม่เท่ากับเด็กปกติ
- สายตาข้างดีจะอยู่ในระดับ 6/18, 20/60, 6/60, 20/200 หรือน้อยกว่านั้น
- มีลานสายตาโดยเฉลี่ยอย่างสูงสุดกว้างไม่เกิน 30 องศา

     ลักษณะของเด็กบกพร่องทางการมองเห็น
●เดินงุ่มง่าม ชนและสะดุดวัตถุต่างๆ
●มองเห็นสีผิดปกติ
●มักบ่นว่าปวดศีรษะ คลื่อนไส้ ตาลายอยู่เสมอๆ
●ก้มศีรษะชิดกับงาน
●เพ่งตา หรี่ตา หรือปิดตาข้างนึงเมื่อใช้สายตา
●ตาและมือไม่สัมพันธ์กัน
●มีความลำบากในการจำและแยกแยะรูปร่างเลขาคณิต



การนำความรู้ไปประยุกต์ใช้
     ทำให้เราเข้าใจว่าเด็กที่มีความต้องการพิเศษมีกี่ประเภทและมีอะไรบ้างและมีลักษณะอาการของเด็กที่เป็นแต่ละประเภทเพื่อที่จะได้นำไปใช้ในการสังเกตเด็กๆในตอนที่เราได้ออกไปฝึกสอน ได้เข้าใจธรรมชาติของพวกเขามากยิ่งขึ้นว่าเขาชอบอะไรไม่ชอบอะไร เพื่อที่เราจะได้จัดการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับเด็กๆได้



การประเมินผล


ตนเอง ตั้งใจเรียนในคาบนี้เป็นอย่างมาก เข้าใจถึงลักษณะและอาการของเด็กที่มีความต้องการพิเศษมากยิ่งขึ้น
เพื่อน ค่อนข้างตั้งใจเรียน อาจมีบางครั้งที่พูดคุยกันแต่ก็ไม่มากจนเกินไป
อาจารย์ มีเทคนิคในการสอนที่หลากหลาย สอนสนุกไม่น่าเบื่อ ทำเรื่องยากให้กลายเป็นเรื่องง่ายเพื่อให้นักศึกษาเข้าใจมากยิ่งขึ้น

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น