Animated Rainbow Nyan Cat

วันอาทิตย์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2560


บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่2

วันศุกร์ที่ 13 มกราคม 2560 เวลา 13.30-16.30น.



ความรู้ที่ได้รับ

     ได้รู้ถึงชื่อเรียกที่เป็นทางการว่าชื่อจริงๆของเด็กพิเศษนั้นมีชื่อว่าอะไร ชื่อทางการของวิชานี้คือ "Children with special needs" หรือในภาษาไทยเรียกว่า "เด็กที่มีความต้องการพิเศษ" และสำหรับเด็กพิเศษที่อยู่ในระดับปฐวัยจะเรียกว่า "Early Childhood with special needs " 
     ความหมายของเด็กที่มีความต้องการพิเศษทางการแพทย์ มักจะเรียกว่าเด็กพิการซึ่งก็คือเด็กที่มีความผิดปกติทางกาย ทางสติปัญญาหรือทางจิตใจ แต่ในทางการศึกษา หมายถึง เด็กที่จำเป็นต้องมีการเรียนการสอนต่างไปจากเด็กคนอื่นๆ 
รูปนี้คือคำว่า All Children Can Learn เด็กทุกคนสามารถเรียนรู้ได้ เป็นปรัชญาของรายวิชานี้

ปัจจัยที่มีผลต่อพัฒนาการเด็ก

1.ด้านชีวภาพ ซึ่งก็คือด้านร่างกายของตัวเด็กเอง
2.ด้านสภาพแวดล้อมก่อนคลอด คือตอนที่อยู่ในครรภ์แม่ แม่อาจจะดูแลครรภ์ได้ไม่ดี กินเหล้าหรือสูบบุหรี่ซึ่งทำให้ส่งผลกระทบกับตัวเด็กโดยตรง
3.ด้านกระบวนการคลอด เกิดจากการที่รกพันคอเด็กทำให้เด็กขาดออกซิเจนไปเลี้ยงสมอง หรือการที่เด็กสำลักน้ำคร่ำของแม่
4.ด้านสภาพแวดล้อมหลังคลอด คือการดูแลเอาใจใส่ของบุคคลที่เลี้ยงดูเด็กหรือการเกิดอุบัติเหตุ

◆สาเหตุที่ทำให้เกิดความบกพร่องทางพัฒนาการ

1.พันธุกรรม เด็กจะมีพัฒนาการล่าช้าตั้งแต่เกิดหรือระยะไม่นานหลังเกิด จะมีการผิดปกติตั้งแต่เกิดร่วมด้วย เช่น
   - ผิวเผือก(Albinism) ลักษณะคือ ผิวหนังมีสีขาวเผือก ผมหรือขนตามร่างกายจะเป็นสีขาว ผิวค่อนข้างบาง อายุจะไม่ค่อนยืนมากนัก โดนแดดมากไม่ได้เพราะจะทำให้แสบผิวหนังมาก และเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งผิวหนัง

   - ท้าวแสนปม(Neurofibromatosis) ลักษณะคือ จะเป็นก้อนเนื้อขึ้นตามร่างกาย มีประมาณ 5,000-6,000ตุ่มสำหรับคนที่เป็นหนัก จะไม่มีอาการเจ็บหรือปวดตามก้อนเนื้อ จะมีปัญหาเรื่องการทำความสะอาดมากเนื่องจากมีก้อนเนื้อขึ้นตามร่างกายเป็นจำนวนมาก ส่วนมากจะขึ้นตามข้อพับขาแขนหรือบริเวณอกเป็นส่วนใหญ่ และมีวิธีการสังเกตว่าเสี่ยงต่อการเป็นท้าวแสนปมหรือไม่ ดังนี้
                           1)มีปานสีกาแฟใส่นมอย่างน้อย 6ตำแหน่ง
                           2)พบก้อนเนื้องอกตามผิวหนัง 2ตุ่มขึ้นไป
                           3)พบกระบริเวณรักแร้หรือข้อพับต่่างๆ
                           4)พบก้อนเนื้องอกในเส้นประสาทตา
                           5)พบเนื้องอกของม่านตา 2ตำแหน่งขึ้นไป
                           6)พบความผิดปกติของกระดูก
                           7)มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคนี้

   - ปากแหว่งเพดานโหว่(Cleft Lip / Cleft Palate) เป็นมาตั้งแต่กำเนิด ส่วนใหญ่จะพบในครอบครัวที่ค่อนข้างยากจน สาเหตุมาจากการที่แม่อาจจะไม่ค่อยได้ดูแลสุขภาพร่างกายในขณะตั้งครรภ์ หรือแม่อาจจะกินเหล้าสูบบุหรี่มากจนเกินไป บุคคลที่เป็นโรคนี้จะมีปัญหาด้านการพูดการออกเสียง การดูดกลืนอาหาร


   - ธาลัสซีเมีย(Thalassaemia) เป็นโรคเลือดจางที่มีสาเหตุมาจากมีความผิดปกติทางพันธุกรรม เกิดจากเม็ดเลือดไม่แข็งแรง แตกง่าย ซึ่งอาการของคนที่เป็นโรคนี้จะมีอาการซีด ตาเหลือง ตัวเหลือง ตับโต ม้ามโต สีผิวดำคล้ำ สาเหตุมาจากพ่อและแม่ที่เป็นโรคธาลัสซีเมียหรือพ่อแม่ที่มียีนแฝง

                                                     

2.โรคของระบบประสาท เด็กที่เป็นเด็กพิเศษจะมีอาการทางระบบประสาทรวมอยู่ด้วย อาการที่พบบ่อยที่สุดคือ อาการชัก

3.การติดเชื้อ แบ่งออกเป็น การติดเชื้อตั้งแต่อยู่ในครรภ์และการติดเชื้อภายหลังจากการคลอด การติดเชื้อตั้งแต่อยู่ในครรภ์ เช่น แม่มีเชื้อHIVลูกที่อยู่ในครรภ์ก็จะเสี่ยงต่อการติดเชื้อร่วมไปด้วย และการติดเชื้อภายหลังจากการคลอด เช่น แม่เป็นซิฟิลิสหรือหนองในถ้าคลอดลูกด้วยวิธีธรรมชาติจะส่งผลให้ลูกติดเชื้อไปด้วย เพราะฉะนั้นถ้าแม่เป็นซิฟิลิสหรือหนองในต้องคลอดด้วยวิธีการผ่าคลอดเท่านั้น

4.ความผิดปกติของเมตาบอลิซึม เป็นปัญหาสาธารณสุขของไทยมากที่สุด คือ ไทรอยด์ฮอร์โมนในเลือดต่ำ อาการของคนที่เป็นโรคนี้คือ 1)หนาวง่าย 2)เหนื่อยง่าย 3)ผิวแห้ง 4)ผมแห้ง 5)เซื่องซึม 6)ง่วงนอนตลอดเวลา 7)ขี้หลงขี้ลืม 8)ท้องผูก

5.ภาวะแทรกซ้อนระยะแรกเกิด การคลอดก่อนกำหนด น้ำหนักตัวแรกเกิดน้อยและภาวะขาดออกซิเจน

6.สารเคมี 
   - ตะกั่ว พบในภาชนะที่มีรอยเชื่อมชัดเจน ละลายได้ง่ายเมื่อเจอความร้อน ตะกั่วมีผลต่อเด็กและการศึกษามากที่สุด เมื่อรับประทานอาหารที่มีสารตะกั่วผสมอยู่มากๆจะทำให้มีอาการซึมเศร้า เคลื่อนไหวร่างกายช้า ผิวหมองคล้ำ
   - แอลกอฮอล์ แม่ดื่มแอลกอฮอล์เยอะขณะที่กำลังตั้งครรภ์ ลูกคลอดออกมาจะตัวเล็ก สติปัญญาบกพร่อง เด็กที่เกิดมาจะเรียกว่า Fetal alcohol syndrome,FAS เด็กจะมีลักษณะช่องตาสั้น ริมฝีปากบาง
จมูกแบน ปลายจมูกเชิดขึ้น
   - นิโคติน แม่สูบบุหรี่ตอนท้องส่งผลให้เด็กคลอดออกมาแล้วตัวเล็ก ขาดสารอาหาร สติปัญญาบกพร่อง สมาธิสั้นมีปัญหาด้านการเข้าสังคม

7.การเลี้ยงดูไม่เหมาะสม เช่น เด็กขาดสารอาหาร มีผลกระทบน้อยกว่าข้ออื่นๆ

8.สาเหตุอื่นๆ เช่น การเกิดอุบัติเหตุต่างๆ

◆อาการของเด็กที่มีความบกพร่องอทางพัฒนาการ

   - มีพัฒนาการล่าช้ามากกว่า1ด้าน
   - ปฏิกิริยาสะท้อนไม่หายไปเมื่อถึงช่วงอายุ โดยทั่วไปจะหายไปก่อนอายุ 1ขวบ ปฏิกิริยาสะท้อนของเด็ก เช่น เมื่อเราเอานิ้วจิ้มลงไปบนมือเด็ก เด็กจะกำนิ้วเราทันที หรือเมื่อเด็กนอนคว่ำเด็กก็จะชันคอขึ้นมาเองตามอัตโนมัติ

◆แนวคิดทางการวินิจฉัย (หมอเป็นคนทำ)

1.ซักประวัติ เช่น โรคทางพันธุกรรม ปัญหาพฤติกรรม เมื่อหลังจากการซักถามแล้วหมอจะสามารถรู้ได้ว่าเด็กมีพัฒนาการล่าช้าแบบคงที่หรือถดถอย
2.การตรวจร่างกาย คือการตรวจร่างกายทั่วๆไป การมองเห็นและการได้ยิน
3.การสืบค้นทางห้องปฏิบัติการ เช่น การตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ
4.การประเมินพัฒนาการ แบ่งออกเป็น
   - แบบไม่เป็นทางการ คือ ไม่มีอุปกรณ์ ใช้สายตาในการสังเกต และวิธีที่ครูนิยมใช้กันมากที่สุดคือ การพูดคุยสอบถามกับผู้ปกครอง
   - แบบที่ใช้ในเวชปฏิบัติ  
         → แบบทดสอบ Denver II เพื่อใช้คัดกรองเด็กที่พัฒนาการล่าช้าและภาวะปัญญาอ่อนในชุมชน อายุ 6 เดือน - 6 ปี โดยอาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน ไม่เหมาะสำหรับเด็กที่มีความพิการทางร่างกาย ปัญหาสายตา และปัญหาการได้ยิน
          → Gesell Drawing Test ใช้วัดความสามารถกล้ามเนื้อมือและการประสานงานของตากับมือ เป็นทักษะที่บ่งชี้ถึงระดับสติปัญญาหรืออายุสมองได้แบบคร่าวๆ วิธีการคือให้เด็กวาดตามแบบโดยที่แม่หรือผู้ปกครองไม่วาดให้ดูเป็นตัวอย่าง เพื่อวัดตามระดับอายุตามที่ควรจะเป็นตามเกณฑ์ ดังนี้
                                              รูปที่ 1 ....เป็นความสามารถของเด็ก 2 ปี

                                              รูปที่ 2 ....เป็นความสามารถของเด็ก 3 ปี
                                              รูปที่ 3 ....เป็นความสามารถของเด็ก 3 ปีครึ่ง
                                              รูปที่ 4 ....เป็นความสามารถของเด็ก 4 ปี
                                              รูปที่ 5 ....เป็นความสามารถของเด็ก 5 ปี
                                              รูปที่ 6 ....เป็นความสามารถของเด็ก 6 ปี
                                              รูปที่ 7 ....เป็นความสามารถของเด็ก 7 ปี
                                              รูปที่ 8 ....เป็นความสามารถของเด็ก 8 ปี
                                              รูปที่ 9 ....เป็นความสามารถของเด็ก 9 ปี
                                              รูปที่ 10 ...เป็นความสามารถของเด็ก 11 ปี
                                              รูปที่ 11....เป็นความสามารถของเด็ก 12 ปี


         → แบบประเมินพัฒนาการเด็กตามคู่มือส่งเสริมพัฒนาการเด็กอายุแรกเกิด-5ปี ของสถาบันราชานุกูล  แบบประเมินเด็กของสถาบันราชานุกูล


การนำความรู้ไปประยุกต์ใช้

     ทำให้เข้าใจว่าเด็กพิเศษมีปัจจัยและสาเหตุมาจากอะไรบ้างและได้รู้วิธีการประเมินพัฒนาการของเด็กว่าควรใช้แบบไหนถึงจะเหมาะสม


การประเมินผล

ตนเอง ตั้งใจเรียนในคาบนี้มาก เข้าใจในเนื้อหาการเรียนในคาบนี้อย่างละเอียด
เพื่อน ให้ความร่วมมือในการเรียนการสอน ไม่พูดคุยในขณะที่อาจารย์กำลังสอน
อาจารย์ มีความพร้อมในการมาสอนนักศึกษามาก สามารถสอนให้นักศึกษาเข้าใจในเนื้อหาได้ง่ายกระจ่าง สอนสนุก ไม่รู้สึกเบื่อถึงแม้ว่าจะเป็นวิชาทฤษฎี

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น