Animated Rainbow Nyan Cat

วันศุกร์ที่ 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่11

วันศุกร์ที่ 28 เมษายน 2560 เวลา13.30-16.30น.




ความรู้ที่ได้รับ

3. ทักษะการช่วยเหลือตนเอง

          เรียนรู้การดำรงชีวิตโดยอิสระให้มากที่สุด
          การกินอยู่
          การเข้าห้องน้ำ
          การแต่งตัว
          กิจวัตรต่างๆในชีวิตประจำวัน


♫ การสร้างความอิสระ

 เด็กอยากช่วยเหลือตนเอง
 อยากทำงานตามความสามารถ
เด็กเลียนแบบการช่วยเหลือตนเองจากเพื่อน เด็กที่โตกว่า และผู้ใหญ่

♫ ความสำเร็จเป็นสิ่งสำคัญ

การได้ทำด้วยตนเอง
เชื่อมั่นในตนเอง
เรียนรู้ความรู้สึกที่ดี

♫ หัดให้เด็กทำเอง

ไม่ช่วยเหลือเกินความจำเป็น (ใจแข็ง)
ผู้ใหญ่มักทำสิ่งต่างๆให้เด็กมากเกินไป
 ทำให้แม้กระทั่งสิ่งที่เด็กสามารถทำได้เองหากให้เวลาเขาทำ
﹥ห้ามพูด“ หนูทำช้า ”  “ หนูยังทำไม่ได้ ”

♫ จะช่วยเมื่อไหร่

เด็กก็มีบางวันที่ไม่อยากทำอะไร , หงุดหงิด , เบื่อ , ไม่ค่อยสบาย
หลายครั้งเด็กจะขอความช่วยเหลือในสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปแล้ว
เด็กรู้สึกว่ายังมีผู้ใหญ่ที่พึ่งได้ แต่ต้องได้รับความช่วยเหลือเฉพาะสิ่งที่เด็กต้องการ
มักช่วยเด็กในช่วงกิจกรรม

♫ ลำดับขั้นในการช่วยเหลือตนเอง

แบ่งทักษะการช่วยเหลือตนเองออกเป็นขั้นย่อยๆ
เรียงลำดับตามขั้นตอน หรือเรียกว่า การย่อยงาน (การสอนอย่างละเอียด)

            การย่อยงาน เรื่อง การเข้าส้วม

เข้าไปในห้องส้วม
ดึงกางเกงลงมา
ก้าวขึ้นไปนั่งบนส้วม
ปัสสาวะหรืออุจจาระ
ใช้กระดาษชำระเช็ดก้น
ทิ้งกระดาษชำระในตะกร้า
กดชักโครกหรือตักน้ำราด
ดึงกางเกงขึ้น
ล้างมือ
เช็ดมือ
เดินออกจากห้องส้วม

♫ สรุป

ครูต้องพยายามให้เด็กทำสิ่งต่างๆด้วยตนเอง
ย่อยงานแต่ละอย่างเป็นขั้นๆ
 ความสำเร็จขั้นเล็กๆนำไปสู่ความสำเร็จทั้งมวล
ช่วยให้เด็กมีความมั่นใจในตนเอง
เด็กพึ่งตนเองได้ รู้สึกเป็นอิสระ

4. ทักษะพื้นฐานทางการเรียน

♫ เป้าหมาย

การช่วยให้เด็กแต่ละคนเรียนรู้ได้ 
มีความรู้สึกดีต่อตนเอง
เด็กรู้สึกว่า “ฉันทำได้”
พัฒนาความกระตือรือร้น อยากรู้อยากเห็น
อยากสำรวจ อยากทดลอง

♫ ช่วงความสนใจ

ต้องมีก่อนการเรียนรู้อื่นๆ
จดจ่อต่อกิจกรรมในช่วงเวลาหนึ่งได้นานพอสมควร

♫ การทำตามคำสั่ง คำแนะนำ

เด็กได้ยินสิ่งที่ครูพูดชัดหรือไม่
เด็กเข้าใจคำศัพท์ที่ครูใช้หรือไม่
คำสั่งยุ่งยากซับซ้อนไปหรือไม่

♫ การรับรู้ การเคลื่อนไหว

ได้ยิน เห็น สัมผัส ลิ้มรส กลิ่น
ตอบสนองอย่างเหมาะสม

♫ ความจำ (ควรถามเตือนความจำเด็กพิเศษ)

จากการสนทนา
เมื่อเช้าหนูทานอะไร
แกงจืดที่เรากินใส่อะไรบ้าง
จำตัวละครในนิทาน
จำชื่อครู เพื่อน
เล่นเกมทายของที่หายไป

♫ การวางแผนการเตรียมพื้นฐานทางวิชาการ

จัดกลุ่มเด็ก
เริ่มต้นเรียนรู้โดยใช้ช่วงเวลาสั้นๆ
ให้งานเด็กแต่ละคนอย่างชัดเจนว่าต้องทำที่ไหน
ติดชื่อเด็กตามที่นั่ง
ใช้อุปกรณ์ที่เด็กคุ้นเคย
ใช้อุปกรณ์ที่เด็กคุ้นเคย
บันทึกว่าเด็กชอบอะไรที่สุด
รู้ว่าเมื่อไหร่จะเปลี่ยนงาน
มีอุปกรณ์ไว้สับเปลี่ยนใกล้มือ
เตรียมทุกอย่างให้พร้อมก่อนเด็กมาถึง
พูดในทางที่ดี
จัดกิจกรรมให้เด็กได้เคลื่อนไหว
ทำบทเรียนให้สนุก



การนำความรู้ไปประยุกต์ใช้
       ทำให้เข้าใจเด็กพิเศษมากยิ่งขึ้น ได้รู้ว่าควรปฏิบัติกับเด็กพิเศษอย่างไร เพื่อที่ภายในอนาคตเราอาจจะได้เจอเด็กพิเศษในห้องเรียนของเรา เราจะได้สามารถปฏิบัติกับเด็กได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม



การประเมินผล

ตนเอง ตั้งใจเรียนคายนี้เป็นพิเศษ เพราะเป็นคาบเรียนปิดครอส อาจจะมียุกยิกบ้างตอนเรียนแต่ก็กลับมาสนใจเนื้อหาที่อาจารย์กำลังสอน
เพื่อน ตั้งใจเรียนกันทุกคนและดูสนุกสนานไปกับเนื้อหาที่กำลังเรียน
อาจารย์ มีเทคนิคและวิธีการสอนที่ทำให้นักศึกษาจำเนื้อหาที่กำลังเรียนได้อย่างแม่นยำ

บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่10

วันศุกร์ที่ 21 เมษายน 2560 เวลา 13.30-16.30น.




 ความรู้ที่ได้รับ

การส่งเสริมพัฒนาการและการปรับพฤติกรรมเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษ

จุดประสงค์ในการสอนเด็กพิเศษ

 เพื่อให้เด็กสามารถช่วยเหลือตนเองได้ในชีวิตประจำวัน
 ใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้ใกล้เคียงกับคนปกติมากที่สุด 
 เน้นการดูแลแบบองค์รวม (Holistic Approach)

1. การฟื้นฟูสมรรถภาพทางการศึกษา

 เพิ่มทักษะพื้นฐานด้านสังคม การสื่อสาร และทักษะทางความคิด
 เกิดผลดีในระยะยาว
 เน้นการเตรียมความพร้อมเพื่อให้เด็กสามารถใช้ในชีวิตประจำวันจริงๆแทนการฝึกแต่เพียงทักษะทางวิชาการ
 แผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล (Individualized Education Program; IEP) เป็นแผนสำหรับสอนเด็กพิเศษ เป็นแผนระยะยาว สามารถใช้ได้ 1 ปี หรือ 1เทอม
 โรงเรียนการศึกษาพิเศษเฉพาะทาง โรงเรียนเรียนร่วม ห้องเรียนคู่ขนาน(ห้องเรียนสำหรับเด็กออทิสติก)

2.การฟื้นฟูสมรรถภาพทางสังคม

 การฝึกฝนทักษะในชีวิตประจำวัน(Activity of Daily Living Training)
 การฝึกฝนทักษะสังคม (Social Skill Training)
 การสอนเรื่องราวทางสังคม (Social Story)

 3. การบำบัดทางเลือก

 การสื่อความหมายทดแทน (AAC)
 ศิลปกรรมบำบัด (Art Therapy) ปัจจุบันใช้กันเยอะมาก
 ดนตรีบำบัด (Music Therapy)
 การฝังเข็ม (Acupuncture)
 การบำบัดด้วยสัตว์ (Animal Therapy) สัตว์ยอดฮิต คือ สุนัข

☼ การสื่อความหมายทดแทน (Augmentative and Alternative Communication ; AAC) 

 การรับรู้ผ่านการมอง (Visual Strategies)
 โปรแกรมแลกเปลี่ยนภาพเพื่อการสื่อสาร (Picture Exchange Communication System;PECS)
 เครื่องโอภา (Communication Devices)
 โปรแกรมปราศรัย

Picture Exchange Communication System (PECS)
เป็นตัวช่วยในการสื่อสารของเด็กออทิสติก ใช้แค่ช่วงเวลาสั้นๆ ไม่ควรให้เด็กใช้ไปตลอดจนโต


บทบาทของครู

 ตำแหน่งการนั่งของเด็กไม่ควรให้นั่งติดหน้าต่างหรือประตู
 ให้เด็กนั่งแถวหน้าสุดใกล้โต๊ะครู(ดีที่สุด)
 จัดให้เด็กนั่งติดกับนักเรียนที่ไม่ค่อยเล่น ไม่ค่อยคุยในระหว่างเรียน
 ให้เด็กมีกิจกรรม เปลี่ยนอิริยาบถบ้าง

การส่งเสริมทักษะต่างๆของเด็กพิเศษ

1. ทักษะทางสังคม

 เด็กพิเศษที่ขาดทักษะทางสังคม ไม่ได้มีสาเหตุมาจากการพ่อแม่
 การอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีไม่ได้เป็นเครื่องรับประกันว่าเด็กจะมีพัฒนาการต่างๆอย่างมีความสุข

۰กิจกรรมการเล่น

 การเล่นเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการเรียนรู้ทักษะทางสังคม
 เด็กจะสนใจกันเองโดยอาศัยการเล่นเป็นสื่อ
 ในช่วงแรกๆ เด็กจะไม่มองเด็กคนอื่นเป็นเพื่อน  แต่เป็นอะไรบางอย่างที่น่าสำรวจ สัมผัส ผลัก ดึง

۰ยุทธศาสตร์การสอน

      เด็กพิเศษหลายๆคนไม่รู้วิธีเล่น  ไม่รู้ว่าจะเล่นอย่างไร
 ครูเริ่มต้นจากการสังเกตเด็กแต่ละคนอย่างเป็นระบบ
 จะบอกได้ว่าเด็กมีทักษะการเล่นแบบใดบ้าง
 ครูจดบันทึก
  ทำแผน IEP

۰การกระตุ้นการเลียนแบบและการเอาอย่าง 

      → เด็กพิเศษชอบเลียนแบบเพื่อน
 วางแผนกิจกรรมการเล่นไว้หลายๆอย่าง
 คำนึงถึงเด็กทุกๆคน
 ให้เด็กเล่นเป็นกลุ่มเล็กๆ 2-4 คน
 เด็กปกติทำหน้าที่เหมือน “ครู” ให้เด็กพิเศษ

۰ครูปฏิบัติอย่างไรขณะเด็กเล่น

 อยู่ใกล้ๆ และเฝ้ามองอย่างสนใจ
 ยิ้มและพยักหน้าให้ ถ้าเด็กหันมาหาครู
 ไม่ชมเชยหรือสนใจเด็กมากเกินไป
 เอาวัสดุอุปกรณ์มาเพิ่ม เพื่อยืดเวลาการเล่น
 ให้ความคิดเห็นที่เป็นแรงเสริม

۰การให้แรงเสริมทางสังคมในบริบทที่เด็กเล่น

 ครูพูดชักชวนให้เด็กร่วมเล่นกับเพื่อน
 ทำโดย “การพูดนำของครู”

۰ช่วยเด็กทุกคนให้รู้กฎเกณฑ์

 ไม่ง่ายสำหรับเด็กพิเศษ
 การให้โอกาสเด็ก
 เด็กพิเศษต้องเรียนรู้สิทธิต่างๆเหมือนเพื่อนในห้อง
 ครูต้องไม่ใช้ความบกพร่องของเด็กพิเศษเป็นเครื่องต่อรอง

2. ทักษะภาษา

۰การวัดความสามารถทางภาษา

 เข้าใจสิ่งที่ผู้อื่นพูดไหม
 ตอบสนองเมื่อมีคนพูดด้วยไหม
 ถามหาสิ่งต่างๆไหม
 บอกเล่าเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นไหม
 ใช้คำศัพท์ของตัวเองกับเด็กคนอื่นไหม

۰การออกเสียงผิด / พูดไม่ชัด

 การพูดตกหล่น
 การใช้เสียงหนึ่งแทนอีกเสียง
 ติดอ่าง

۰การปฏิบัติของครูและผู้ใหญ่

 ไม่สนใจการพูดซ้ำหรือการออกเสียงไม่ชัด
 ห้ามบอกเด็กว่า  “พูดช้าๆ”   “ตามสบาย”   “คิดก่อนพูด”
 อย่าขัดจังหวะขณะเด็กพูด
 อย่าเปลี่ยนการใช้มือข้างที่ถนัดของเด็ก
 ไม่เปรียบเทียบการพูดของเด็กกับเด็กคนอื่น
 เด็กที่พูดไม่ชัดอาจเกี่ยวข้องกับการได้ยิน

۰ทักษะพื้นฐานทางภาษา

 ทักษะการรับรู้ภาษา
 การแสดงออกทางภาษา
 การสื่อความหมายโดยไม่ใช้คำพูด

۰ความรับผิดชอบของครูปฐมวัย

 การรับรู้ภาษามาก่อนการแสดงออกทางภาษา
 ภาษาที่ไม่ใช่คำพูดมาก่อนภาษาพูด
 ให้เวลาเด็กได้พูด
 คอยให้เด็กตอบ (ชี้แนะหากจำเป็น)
 เป็นผู้ฟังที่ดีและโตต้อบอย่างฉับไว (ครูไม่พูดมากเกินไป)
 เด็กไม่ได้เรียนรู้ภาษาจากการฟังเพียงอย่างเดียว
 ให้เด็กทำกิจกรรมกลุ่ม เด็กพิเศษได้มีแบบอย่างจากเพื่อน
 กระตุ้นให้เด็กบอกความต้องการของตนเอง (ครูไม่คาดการณ์ล่วงหน้า)
 เน้นวิธีการสื่อความหมายมากกว่าการพูด
 ใช้คำถามปลายเปิด
 เด็กพิเศษรับรู้มากเท่าไหร่ ยิ่งพูดได้มากเท่านั้น
 ร่วมกิจกรรมกับเด็ก

การสอนตามเหตุการณ์(Incidental Teaching)



การนำความรู้ไปประยุกต์ใช้

       ทำให้เราเข้าใจเด็กพิเศษมากยิ่งขึ้นซึ่งจะทำให้ง่ายต่อการจัดการเรียนการสอน ได้รู้ว่าควรจัดการเรียนให้กับเด็กพิเศษอย่างไรจึงจะเหมาะสม



การประเมินผล
ตนเอง ค่อนข้างตั้งใจเรียนถึงแม้จะมีพูดคุยกับเพื่อนบ้างบางเวลา
เพื่อน ค่อนข้างตั้งใจเรียน ดูเพื่อนๆทุกคนค่อนข้างสนใจในเนื้อหาที่อาจารย์สอน
อาจารย์ มีวิธีการสอนที่หลากหลาย พร้อมทั้งยกตัวอย่างให้นักศึกษาเห็นภาพได้อย่างชัดเจน