วันศุกร์ที่ 17 มีนาคม 2560 เวลา 13.30-16.30น.


ความรู้ที่ได้รับ✿
วันนี้ได้เรียนรู้เรื่องการศึกษาแบบเรียนรวม ว่ามีความหมายอย่างไร ความสำคัญ และรูปแบบการจัดการศึกษาแบบใดบ้าง
☞ รูปแบบการจัดการศึกษา
• การศึกษาปกติทั่วไป(Regular Education)
• การศึกษาพิเศษ(Special Education)
• การศึกษาแบบเรียนร่วม(Integrated Education หรือ Mainstreaming)
• การศึกษาแบบเรียนรวม(Inclusive Education)
☞ ความหมายของการศึกษาแบบเรียนร่วม(Integrated
Education หรือ Mainstreaming)
คือ การจัดให้เด็กพิเศษเข้าไปในระบบการศึกษาทั่วไป มีกิจกรรมที่ให้เด็กพิเศษกับเด็กทั่วไปได้ทำร่วมกันใช้ช่วงเวลาช่วงใดช่วงหนึ่งในแต่ละวันโดยมีครูปฐมวัยและครูการศึกษาพิเศษร่วมมือกัน โรงเรียนสามารถเลือกรับเด็กเข้ารับการศึกษาได้ แบ่งออกเป็นการเรียนร่วมบางเวลาและการเรียนร่วมเต็มเวลา
คือ การจัดให้เด็กพิเศษเข้าไปในระบบการศึกษาทั่วไป มีกิจกรรมที่ให้เด็กพิเศษกับเด็กทั่วไปได้ทำร่วมกันใช้ช่วงเวลาช่วงใดช่วงหนึ่งในแต่ละวันโดยมีครูปฐมวัยและครูการศึกษาพิเศษร่วมมือกัน โรงเรียนสามารถเลือกรับเด็กเข้ารับการศึกษาได้ แบ่งออกเป็นการเรียนร่วมบางเวลาและการเรียนร่วมเต็มเวลา
→ การเรียนร่วมบางเวลา (Integration)
คือ การจัดให้เด็กพิเศษเรียนในโรงเรียนปกติในบางเวลาและได้มีโอกาสแสดงออกและมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับเด็กปกติ เป็นเด็กพิเศษที่มีความพิการระดับปานกลางถึงระดับมาก จึงไม่อาจเรียนร่วมเต็มเวลาได้ เช่น วิชาพลศึกษา ศิลปะ ดนตรี
คือ การจัดให้เด็กพิเศษเรียนในโรงเรียนปกติในบางเวลาและได้มีโอกาสแสดงออกและมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับเด็กปกติ เป็นเด็กพิเศษที่มีความพิการระดับปานกลางถึงระดับมาก จึงไม่อาจเรียนร่วมเต็มเวลาได้ เช่น วิชาพลศึกษา ศิลปะ ดนตรี
→ การเรียนร่วมเต็มเวลา (Mainstreaming)
คือ การจัดให้เด็กพิเศษเรียนในโรงเรียนปกติตลอดเวลาที่เด็กอยู่ในโรงเรียนได้รับการจัดกระบวนการเรียนรู้และบริการนอกห้องเรียนเหมือนเด็กปกติ มีเป้าหมายเพื่อให้เด็กเข้าใจซึ่งกันและกัน ตอบสนองความต้องการซึ่งกันและกันและมีปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน
☞ ความหมายของการศึกษาแบบเรียนรวม (Inclusive Education)
คือ การศึกษาสำหรับทุกคนรับเด็กเข้ามาเรียนรวมกันตั้งแต่เริ่มเข้ารับการศึกษาและจัดให้มีบริการพิเศษตามความต้องการของแต่ละบุคคล โรงเรียนไม่สามารถเลือกรับเด็กในการเข้าเรียนได้ (ในประเทศไทยยังมีไม่มากนัก)
ปรัชญาของการเรียนรวม Wilson กล่าวไว้
"Inclusive Education is Education for all, It involves receiving people at the beginning of their education, with provision of additional services needed by each individual" การเรียนรวมเป็นการศึกษาของทุกคน
☂ สรุปความหมายของการศึกษาแบบเรียนรวม
﹢เป็นการจัดการศึกษาที่จัดให้เด็กพิเศษเข้ามาเรียนรวมกับเด็กปกติ โดยรับเข้ามาเรียนรวมกัน ตั้งแต่เริ่มเข้ารับการศึกษา
﹢เด็กพิเศษทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาได้ถ้าได้รับโอกาสในการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับความต้องการพิเศษของเขา
﹢เกิดจากปรัชญาการศึกษาที่กล่าวไว้ว่า การศึกษาสำหรับทุกคน(Education for All)
﹢เป็นแนวคิดทางการศึกษาอย่างหนึ่งที่โรงเรียนจะต้องจัดการศึกษาให้กับเด็กทุกคนโดยไม่มีการแบ่งแยกว่าเด็กคนใดเป็นเด็กปกติหรือเด็กคนใดเป็นเด็กที่มีความต้องการพิเศษ
﹢ เด็กเลือกโรงเรียนไม่ใช่โรงเรียนเลือกเด็ก
☞ ความสำคัญของการศึกษาแบบเรียนรวมสำหรับเด็กปฐมวัย
ปฐมวัยเป็นช่วงเวลาสำคัญที่สุดของการเรียนรู้และเป็นการจัดการศึกษาสำหรับเด็กพิเศษที่มีขีดจำกัดน้อยที่สุด
▣ครูปฐมวัยในห้องเรียนรวม
↘ครูไม่ควรวินิจฉัย
การวินิจฉัย หมายถึง การตัดสินใจโดยดูจากอาการหรือสัญญาณบางอย่างจากอาการที่แสดงออกมานั้นอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดได้
การวินิจฉัย หมายถึง การตัดสินใจโดยดูจากอาการหรือสัญญาณบางอย่างจากอาการที่แสดงออกมานั้นอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดได้
↘ครูไม่ควรตั้งชื่อหรือระบุประเภทเด็ก
เพราะจะเกิดผลเสียมากกว่าผลดี ชื่อเปรียบเสมือนตราประทับตัวเด็กตลอดไป จะทำให้เด็กกลายเป็นเช่นนั้นจริงๆ
เพราะจะเกิดผลเสียมากกว่าผลดี ชื่อเปรียบเสมือนตราประทับตัวเด็กตลอดไป จะทำให้เด็กกลายเป็นเช่นนั้นจริงๆ
↘ครูไม่ควรบอกพ่อแม่ว่าเด็กมีบางอย่างผิดปกติ
พ่อแม่ของเด็กพิเศษ มักทราบดีว่าลูกของเขามีปัญหา พ่อแม่ไม่ต้องการให้ครูมาย้ำในสิ่งที่เขารู้อยู่แล้ว ครูควรพูดในสิ่งที่เป็นความคาดหวังในด้านบวกแต่ต้องไม่ให้เกิดความหวังผิดๆ ควรรายงานผู้ปกครองว่าเด็กทำอะไรได้บ้าง เท่ากับเป็นการบอกว่าเด็กทำอะไรไม่ได้
พ่อแม่ของเด็กพิเศษ มักทราบดีว่าลูกของเขามีปัญหา พ่อแม่ไม่ต้องการให้ครูมาย้ำในสิ่งที่เขารู้อยู่แล้ว ครูควรพูดในสิ่งที่เป็นความคาดหวังในด้านบวกแต่ต้องไม่ให้เกิดความหวังผิดๆ ควรรายงานผู้ปกครองว่าเด็กทำอะไรได้บ้าง เท่ากับเป็นการบอกว่าเด็กทำอะไรไม่ได้
↘ครูทำอะไรบ้าง
ครูสามารถชี้ให้เห็นถึงพฤติกรรมของเด็กในเรื่องที่เกี่ยวกับพัฒนาการต่างๆให้ข้อแนะนำในการหาบุคลากรที่เหมาะสมในการประเมินผลหรือวินิจฉัย ควรสังเกตเด็กอย่างมีระบบและจดบันทึกพฤติกรรมเด็กเป็นช่วงๆ
↘สังเกตอย่างมีระบบ
ไม่มีใครสามารถสังเกตอย่างมีระบบได้ดีกว่าครูเพราะว่าครูเห็นเด็กในสถานการณ์ต่างๆช่วงเวลาต่างได้ยาวนานกว่า ต่างจากแพทย์ นักจิตวิทยา นักคลินิก
มักมุ่งความสนใจอยู่ที่ปัญหา
↘การตรวจสอบ
จะทำให้ทราบว่าเด็กมีพฤติกรรมอย่างไร และเป็นแนวทางสำคัญที่ทำให้ครูและพ่อแม่เข้าใจเด็กดีขึ้นสามารถบอกได้ว่าเรื่องใดบ้างที่เด็กต้องการความช่วยเหลือ
↘ข้อควรระวังในการปฏิบัติ
ครูต้องไวต่อความรู้สึกและตัดสินใจล่วงหน้าได้ สามารถประเมินให้น้ำหนักความสำคัญของเรื่องต่างๆได้
↘การบันทึกการสังเกต
- การนับอย่างง่ายๆ นับจำนวนครั้งของการเกิดพฤติกรรมกี่ครั้งในแต่ละวัน
กี่ครั้งในแต่ละชั่วโมง ระยะเวลาในการเกิดพฤติกรรม
- การบันทึกต่อเนื่อง ให้รายละเอียดได้มาก เขียนทุกอย่างที่เด็กทำในช่วงเวลาหนึ่ง
หรือช่วงกิจกรรมหนึ่ง โดยไม่ต้องเข้าไปแนะนำช่วยเหลือ
- การบันทึกไม่ต่อเนื่อง บันทึกลงบัตรเล็กๆ เป็นการบันทึกสั้นๆเกี่ยวกับพฤติกรรมของเด็กแต่ละคนในช่วงเวลาหนึ่ง
↘การเกิดพฤติกรรมบางอย่างมากเกินไป
ควรเอาใจใส่ถึงระดับความมากน้อยของความบกพร่องมากกว่าสนใจแต่ชนิดของความบกพร่องพฤติกรรมไม่เหมาะสมที่พบได้ในเด็กทุกคน
ไม่ควรจัดเป็นสิ่งผิดปกติ
↘การตัดสินใจ
ครูต้องตัดสินใจด้วยความระมัดระวังและตัดสินใจว่าพฤติกรรมของเด็กที่เกิดขึ้นไปขัดขวางความสามารถในการเรียนรู้ของเด็กหรือไม่
กิจกรรมวาดภาพดอกบัว
คำสั่ง ให้นักศึกษาวาดภาพดอกบัวตามตัวอย่างให้เหมือนที่สุดพร้อมทั้งบรรยายสิ่งที่เห็นจาการวาดของตนเอง







คำสั่ง ให้นักศึกษาวาดภาพดอกบัวตามตัวอย่างให้เหมือนที่สุดพร้อมทั้งบรรยายสิ่งที่เห็นจาการวาดของตนเอง
จากกิจกรรมนี้อาจารย์ได้อธิบายว่าทำไมถึงให้เราทำกิจกรรมนี้ อาจารย์ได้บอกว่าการที่เราจะต้องบันทึกพฤติกรรมของเด็กแต่ละคน เราต้องอธิบายตามสิ่งที่ตาเห็นไม่ใช้อารมณ์ หรือใส่ความรู้สึกลงไป เพื่อให้เราได้พฤติกรรมของเด็กจริงๆ เปรียบเสมือนการที่อาจารย์ได้ให้เราอธิบายสิ่งที่เราเห็นจากดอกบัว







การนำความรู้ไปประยุกต์ใช้✿
ทำให้เราได้รู้ว่ารูปแบบการจัดการศึกษามีกี่รูปแบบและทำให้เราได้เข้าใจการเรียนในแบบต่างๆเพื่อที่เราจะได้นำความรู้ตรงนี้ไปประยุกต์ใช้ได้จริงในอนาคต ได้เข้าใจการจดบันทึกพฤติกรรมต่างๆของเด็กว่าควรจดแบบไหนจึงจะเหมาะสม


การประเมินผล✿
✎ตนเอง วันนี้อาจจะมีคุยเล่นกับเพื่อนบ้างเล็กน้อยแต่ก็เข้าใจเนื้อหาที่อาจารย์สอน
✎เพื่อน มีการพูดคุยบ้างเล็กน้อยไม่เสียงดังจนเกินไปแต่ก็ให้ความร่วมมือกับอาจารย์เป้นอย่างดี
✎อาจารย์ มีเทคนิคในการสอนที่หลากหลายทำให้ไม่น่าเบื่อ



ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น