Animated Rainbow Nyan Cat

วันพฤหัสบดีที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2560

บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่9

วันศุกร์ที่ 24 มีนาคม 2560 เวลา 13.30-16.30น.



ความรู้ที่ได้รับ

     วันนี้อาจารย์ได้ให้พวกเราทำกิจกรรมตามหามือ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่พวกเราต้องวาดมือข้างซ้ายของตนเองโดยที่ห้ามดูมือข้างซ้าย ต้องวาดให้ละเอียดที่สุดเท่าที่เราจะจำได้เพื่อที่จะให้เพื่อนคนอื่นได้ตามหาว่ามือที่วาดนั้นเป็นมือของใคร ถ้าเพื่อนคนไหนหาเจ้าของมือได้ตั้งแต่รอบแรกที่เริ่มหาแสดงว่าเจ้าของมือนั้นเป็นคนที่เก็บรายละเอียดต่างๆได้อย่างแม่นยำ เปรียบเสมือนกับการที่เราบันทึกพฤติกรรมต่างๆของเด็กซึ่งต้องอาศัยความระเอียดรอบคอบเป็นอย่างมาก


การนำความรู้ไปประยุกต์ใช้
        ทำให้เราเข้าใจว่าการจดบันทึกพฤติกรรมเด็กอย่างละเอียดมีความสำคัญมากเพียงใด และทำให้เราสามารถนำความรู้ที่ได้รับในวันนี้ไปใช้ได้จริงในภายภาคหนัา


การประเมินผล
ตนเอง ให้ความร่วมมือในการทำกิจกรรมเป็นอย่างดี เข้าใจวิธีการบันทึกพฤติกรรมเด็กมากยิ่งขึ้น
เพื่อน ให้ความร่วมมือดีมาก มีความกระตือรือร้นในการทำกิจกรรม
อาจารย์ สามารถหาวิธีการทำกิจกรรมต่างๆได้สอดคล้องกับเนื้อหาในการเรียนการสอน

บันทึกการเรียนรู้ที่ 8

วันศุกร์ที่ 17 มีนาคม 2560 เวลา 13.30-16.30น.



ความรู้ที่ได้รับ
     
     วันนี้ได้เรียนรู้เรื่องการศึกษาแบบเรียนรวม ว่ามีความหมายอย่างไร ความสำคัญ และรูปแบบการจัดการศึกษาแบบใดบ้าง

☞ รูปแบบการจัดการศึกษา

• การศึกษาปกติทั่วไป(Regular Education)
• การศึกษาพิเศษ(Special Education)
 การศึกษาแบบเรียนร่วม(Integrated Education หรือ Mainstreaming)
 การศึกษาแบบเรียนรวม(Inclusive Education)

☞ ความหมายของการศึกษาแบบเรียนร่วม(Integrated Education หรือ Mainstreaming) 

        คือ การจัดให้เด็กพิเศษเข้าไปในระบบการศึกษาทั่วไป มีกิจกรรมที่ให้เด็กพิเศษกับเด็กทั่วไปได้ทำร่วมกันใช้ช่วงเวลาช่วงใดช่วงหนึ่งในแต่ละวันโดยมีครูปฐมวัยและครูการศึกษาพิเศษร่วมมือกัน โรงเรียนสามารถเลือกรับเด็กเข้ารับการศึกษาได้ แบ่งออกเป็นการเรียนร่วมบางเวลาและการเรียนร่วมเต็มเวลา

          → การเรียนร่วมบางเวลา (Integration) 

        คือ การจัดให้เด็กพิเศษเรียนในโรงเรียนปกติในบางเวลาและได้มีโอกาสแสดงออกและมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับเด็กปกติ เป็นเด็กพิเศษที่มีความพิการระดับปานกลางถึงระดับมาก จึงไม่อาจเรียนร่วมเต็มเวลาได้ เช่น วิชาพลศึกษา ศิลปะ ดนตรี

          → การเรียนร่วมเต็มเวลา (Mainstreaming

        คือ การจัดให้เด็กพิเศษเรียนในโรงเรียนปกติตลอดเวลาที่เด็กอยู่ในโรงเรียนได้รับการจัดกระบวนการเรียนรู้และบริการนอกห้องเรียนเหมือนเด็กปกติ มีเป้าหมายเพื่อให้เด็กเข้าใจซึ่งกันและกัน ตอบสนองความต้องการซึ่งกันและกันและมีปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน

☞ ความหมายของการศึกษาแบบเรียนรวม (Inclusive Education)

        คือ การศึกษาสำหรับทุกคนรับเด็กเข้ามาเรียนรวมกันตั้งแต่เริ่มเข้ารับการศึกษาและจัดให้มีบริการพิเศษตามความต้องการของแต่ละบุคคล โรงเรียนไม่สามารถเลือกรับเด็กในการเข้าเรียนได้ (ในประเทศไทยยังมีไม่มากนัก)

ปรัชญาของการเรียนรวม Wilson กล่าวไว้

    "Inclusive Education is Education for all, It involves receiving people at the beginning of their education, with provision of additional services needed by each individual" การเรียนรวมเป็นการศึกษาของทุกคน

☂ สรุปความหมายของการศึกษาแบบเรียนรวม

เป็นการจัดการศึกษาที่จัดให้เด็กพิเศษเข้ามาเรียนรวมกับเด็กปกติ โดยรับเข้ามาเรียนรวมกัน ตั้งแต่เริ่มเข้ารับการศึกษา
เด็กพิเศษทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาได้ถ้าได้รับโอกาสในการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับความต้องการพิเศษของเขา
เกิดจากปรัชญาการศึกษาที่กล่าวไว้ว่า การศึกษาสำหรับทุกคน(Education for All)
เป็นแนวคิดทางการศึกษาอย่างหนึ่งที่โรงเรียนจะต้องจัดการศึกษาให้กับเด็กทุกคนโดยไม่มีการแบ่งแยกว่าเด็กคนใดเป็นเด็กปกติหรือเด็กคนใดเป็นเด็กที่มีความต้องการพิเศษ
 เด็กเลือกโรงเรียนไม่ใช่โรงเรียนเลือกเด็ก

☞ ความสำคัญของการศึกษาแบบเรียนรวมสำหรับเด็กปฐมวัย
        ปฐมวัยเป็นช่วงเวลาสำคัญที่สุดของการเรียนรู้และเป็นการจัดการศึกษาสำหรับเด็กพิเศษที่มีขีดจำกัดน้อยที่สุด

ครูปฐมวัยในห้องเรียนรวม

ครูไม่ควรวินิจฉัย   
        การวินิจฉัย หมายถึง การตัดสินใจโดยดูจากอาการหรือสัญญาณบางอย่างจากอาการที่แสดงออกมานั้นอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดได้

ครูไม่ควรตั้งชื่อหรือระบุประเภทเด็ก 
        เพราะจะเกิดผลเสียมากกว่าผลดี ชื่อเปรียบเสมือนตราประทับตัวเด็กตลอดไป จะทำให้เด็กกลายเป็นเช่นนั้นจริงๆ

ครูไม่ควรบอกพ่อแม่ว่าเด็กมีบางอย่างผิดปกติ  
        พ่อแม่ของเด็กพิเศษ มักทราบดีว่าลูกของเขามีปัญหา พ่อแม่ไม่ต้องการให้ครูมาย้ำในสิ่งที่เขารู้อยู่แล้ว ครูควรพูดในสิ่งที่เป็นความคาดหวังในด้านบวกแต่ต้องไม่ให้เกิดความหวังผิดๆ ควรรายงานผู้ปกครองว่าเด็กทำอะไรได้บ้าง เท่ากับเป็นการบอกว่าเด็กทำอะไรไม่ได้

ครูทำอะไรบ้าง
        ครูสามารถชี้ให้เห็นถึงพฤติกรรมของเด็กในเรื่องที่เกี่ยวกับพัฒนาการต่างๆให้ข้อแนะนำในการหาบุคลากรที่เหมาะสมในการประเมินผลหรือวินิจฉัย ควรสังเกตเด็กอย่างมีระบบและจดบันทึกพฤติกรรมเด็กเป็นช่วงๆ

สังเกตอย่างมีระบบ
        ไม่มีใครสามารถสังเกตอย่างมีระบบได้ดีกว่าครูเพราะว่าครูเห็นเด็กในสถานการณ์ต่างๆช่วงเวลาต่างได้ยาวนานกว่า ต่างจากแพทย์ นักจิตวิทยา นักคลินิก มักมุ่งความสนใจอยู่ที่ปัญหา

การตรวจสอบ
        จะทำให้ทราบว่าเด็กมีพฤติกรรมอย่างไร และเป็นแนวทางสำคัญที่ทำให้ครูและพ่อแม่เข้าใจเด็กดีขึ้นสามารถบอกได้ว่าเรื่องใดบ้างที่เด็กต้องการความช่วยเหลือ

ข้อควรระวังในการปฏิบัติ
        ครูต้องไวต่อความรู้สึกและตัดสินใจล่วงหน้าได้ สามารถประเมินให้น้ำหนักความสำคัญของเรื่องต่างๆได้

การบันทึกการสังเกต
        - การนับอย่างง่ายๆ นับจำนวนครั้งของการเกิดพฤติกรรมกี่ครั้งในแต่ละวัน กี่ครั้งในแต่ละชั่วโมง ระยะเวลาในการเกิดพฤติกรรม
        - การบันทึกต่อเนื่อง ให้รายละเอียดได้มาก เขียนทุกอย่างที่เด็กทำในช่วงเวลาหนึ่ง หรือช่วงกิจกรรมหนึ่ง โดยไม่ต้องเข้าไปแนะนำช่วยเหลือ
        - การบันทึกไม่ต่อเนื่อง บันทึกลงบัตรเล็กๆ เป็นการบันทึกสั้นๆเกี่ยวกับพฤติกรรมของเด็กแต่ละคนในช่วงเวลาหนึ่ง

การเกิดพฤติกรรมบางอย่างมากเกินไป
          ควรเอาใจใส่ถึงระดับความมากน้อยของความบกพร่องมากกว่าสนใจแต่ชนิดของความบกพร่องพฤติกรรมไม่เหมาะสมที่พบได้ในเด็กทุกคน ไม่ควรจัดเป็นสิ่งผิดปกติ

การตัดสินใจ
         ครูต้องตัดสินใจด้วยความระมัดระวังและตัดสินใจว่าพฤติกรรมของเด็กที่เกิดขึ้นไปขัดขวางความสามารถในการเรียนรู้ของเด็กหรือไม่


กิจกรรมวาดภาพดอกบัว

        คำสั่ง ให้นักศึกษาวาดภาพดอกบัวตามตัวอย่างให้เหมือนที่สุดพร้อมทั้งบรรยายสิ่งที่เห็นจาการวาดของตนเอง



จากกิจกรรมนี้อาจารย์ได้อธิบายว่าทำไมถึงให้เราทำกิจกรรมนี้ อาจารย์ได้บอกว่าการที่เราจะต้องบันทึกพฤติกรรมของเด็กแต่ละคน เราต้องอธิบายตามสิ่งที่ตาเห็นไม่ใช้อารมณ์ หรือใส่ความรู้สึกลงไป เพื่อให้เราได้พฤติกรรมของเด็กจริงๆ เปรียบเสมือนการที่อาจารย์ได้ให้เราอธิบายสิ่งที่เราเห็นจากดอกบัว 


การนำความรู้ไปประยุกต์ใช้

        ทำให้เราได้รู้ว่ารูปแบบการจัดการศึกษามีกี่รูปแบบและทำให้เราได้เข้าใจการเรียนในแบบต่างๆเพื่อที่เราจะได้นำความรู้ตรงนี้ไปประยุกต์ใช้ได้จริงในอนาคต ได้เข้าใจการจดบันทึกพฤติกรรมต่างๆของเด็กว่าควรจดแบบไหนจึงจะเหมาะสม


การประเมินผล
ตนเอง วันนี้อาจจะมีคุยเล่นกับเพื่อนบ้างเล็กน้อยแต่ก็เข้าใจเนื้อหาที่อาจารย์สอน 
เพื่อน มีการพูดคุยบ้างเล็กน้อยไม่เสียงดังจนเกินไปแต่ก็ให้ความร่วมมือกับอาจารย์เป้นอย่างดี
อาจารย์ มีเทคนิคในการสอนที่หลากหลายทำให้ไม่น่าเบื่อ 



วันจันทร์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2560

บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 7

วันศุกร์ที่ 3 มีนาคม 2560 เวลา 13.30-16.30น.



ความรู้ที่ได้รับ

      วันนี้ได้เรียนรู้ถึงประเภทของเด็กพิเศษเพิ่มขึ้นจาก7ประเภทที่ผ่านมา สัปดาห์ได้เรียนรู้เพิ่มอีก 2ประเภท คือ 

     8)เด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์(Children with Behavioral and Emotional Disorders)
     คือ เด็กที่มีความรู้สึกนึกคิดผิดไปจากปกติคอยแต่จะแสดงออกถึงความต้องการที่จะทำร้ายตนเองหรือทำร้ายผู้อื่นไม่สามารถควบคุมอารมณ์หรือพฤติกรรมของตนเองให้อยู่ในสภาพปกติได้นานๆทำให้ไม่สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างเรียบร้อย

     ☆ลักษณะของเด็กบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์
●มีความวิตกกังวล(Anxiety)ทำให้เด็กมีนิสัยขี้กลัว
●มีภาวะซึมเศร้า(Depression)ทำให้เด็กมีความเศร้าในระดับที่สูงมากเกินไป
●ปัญหาทางสุขภาพและขาดแรงกระตุ้นหรือความหวังในชีวิต

     ☞การจำแนกเด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์ตามกลุ่มอาการ
       ●ปัญหาด้านความประพฤติ (Conduct Disorders)
    • - ทำร้ายผู้อื่น ทำลายข้าวของ ขโมยของ
    • - อารมณ์ฉุนเฉียวง่าย มีอารมณ์หุนหันพลันแล่นและเกรี้ยวกราด
    • - มีนิสัยกลับกลอก เชื่อถือไม่ได้ ชอบโทษผู้อื่น และมักโกหกอยู่เสมอ
    • - เอะอะและหยาบคาย
    • - ใช้สารเสพติด

  •    ●ปัญหาด้านความตั้งใจและสมาธิ (Attention and Concentration)
    • - มีความสามารถในการจดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งในระยะสั้น (Short attention span)ไม่เกิน 20 วินาที 
    • - มีลักษณะงัวเงีย ไม่แสดงความสนใจใดๆ รวมถึงมีท่าทางเหมือนไม่ฟังสิ่งที่ผู้อื่นพูด

  •     ●ภาวะอยู่ไม่สุข (Hyperactivity) และสมาธิสั้น (Attention Deficit)
    • - มีลักษณะกระวนกระวาย ไม่สามารถนั่งนิ่งๆ ได้ และหยุกหยิกไปมา
    • - พูดคุยตลอดเวลา และมักรบกวนหรือเรียกร้องความสนใจจากผู้อื่นอยู่เสมอ
    • - มีทักษะการจัดการในระดับต่ำ

  •     ●การถอนตัวหรือล้มเลิก (Withdrawal)
    • - หลีกเลี่ยงการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น และมักรู้สึกว่าตนเองด้อยกว่าผู้อื่น
    • - เฉื่อยชา และมีลักษณะคล้ายเหนื่อยตลอดเวลา
    • - ขาดความมั่นใจ ขี้อาย ขี้กลัว ไม่ค่อยแสดงความรู้สึก

  •     ●ความผิดปกติในการทำงานของร่างกาย (Function Disorder)
    • - ความผิดปกติเกี่ยวกับพฤติกรรมการกิน (Eating Disorder) เช่น การอาเจียนโดยสมัครใจ (Voluntary Regurgitation) การปฏิเสธที่จะรับประทาน รวมถึงนิสัยการรับประทานสิ่งที่รับประทานไม่ได้
    • - โรคอ้วน (Obesity)
    • - ความผิดปกติของการขับถ่ายทั้งอุจจาระและปัสสาวะ (Elimination Disorder)

  •     ●ภาวะความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์ระดับรุนแรง
    • - ขาดเหตุผลในการคิด
    • - อาการหลงผิด (Delusion)
    • - อาการประสาทหลอน (Hallucination)
  •         - พฤติกรรมการทำร้ายตัวเอง


     ☆สาเหตุ
→ปัจจัยทางชีวภาพ(Biology) ถือเป็นปัจจัยที่มีความซับซ้อนอย่างมาก โดยความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์อาจได้รับอิทธิพลจากพันธุกรรม ซึ่งเด็กที่มีปัญหาความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์ประมาณร้อยละ 20 ถึง 60 นั้น มีสาเหตุมาจากพ่อหรือแม่ที่มีภาวะซึมเศร้า นอกจากนี้การบาดเจ็บทางสมอง (Brain injury) ก็เป็นสาเหตุหนึ่งของความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์เช่นกัน

→ปัจจัยทางจิตสังคม(Psychosocial) เนื่องจากโรงเรียนและบ้านเป็นสิ่งแวดล้อมทางสังคมที่สำคัญสำหรับเด็กที่สุด ดังนั้น สิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็ก อิทธิพลจากคนรอบข้าง รวมถึงปัญหาที่เกิดจากโรงเรียนและบ้าน จึงมีส่วนสำคัญที่อาจนำไปสู่ปัญหาความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์ของเด็ก


         ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเด็ก
    - เด็กไม่สามารถเรียนหนังสือได้เหมือนเด็กปกติ
    - ไม่สามารถรักษาความสัมพันธ์กับเพื่อนหรือครูได้
    - มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมเมื่อเทียบกับเด็กในวัยเดียวกัน
    - เด็กจะเก็บกดอารมณ์ มีความคับข้องใจ
    - แสดงอาการทางร่างกาย เช่น เด็กจะชอบบ่นปวดศีรษะบ่อยๆ ปวดตามส่วนต่างๆของร่างกาย
    - มีความหวาดกลัว

         ☂เด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมซึ่งจัดว่ามีความรุนแรงมาก
    ●เด็กสมาธิสั้น(Children with Attention Deficit and Hyperactivity Disorders) เรียกย่อๆว่า ADHD
    ●เด็กออทิสติก(Autistic)หรือ ออทิสซึ่ม(Autisum)

         ADHDเป็นภาวะผิดปกติทางจิตเวช มีลักษณะเด่นอยู่3ประการ คือ 
    1.ขาดสมาธิ(Inattentiveness) 
       - ไม่สามารถทำอะไรได้นานๆ วอกแวก
       - มักใจลอยหรือเหม่อลอยง่าย
       - ถ้าเป็นเด็กเล็กๆจะเล่นอะไรได้ไม่นาน เปลี่ยนของเล่นไปเรื่อยๆ
       - ถ้าเป็นเด็กโตมักจะทำงานไม่เสร็จตามที่สั่ง ทำไม่ละเอียด
    2.อยู่ไม่นิ่ง(Hyperactivity)
       - ซุกซนไม่ยอมอยู่นิ่ง
       - เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา
       - ยุกยิก แกะโน่นเกานี่
       - อยู่ไม่สุข ชอบปีนป่าย
       - ชอบคุยส่งเสียงดังรบกวนผู้อื่น
    3.หุนหันพลันแล่น(Impuslsiveness)
       - ยับยั้งตัวเองไม่ค่อยได้ 
       - ขาดความยับยั้งชั่งใจ
       - ไม่อดทนต่อการรอคอย
       - ทำอะไรค่อนข้างรุนแรง
       - พูดโพล่ง
       - ไม่รอคอยให้คนอื่นพูดจบก่อน ชอบพูดแทรกเวลาคนอื่นคุยกัน

    เด็กที่เป็นสมาธิสั้นต้องมีอาการครบทั้ง3ข้อ ถ้ามีเพียงข้อใดข้อหนึ่งไม่ถือว่าเป็นเด็กสมาธิสั้น

         ☆สาเหตุ
    ●ความผิดปกติของสารเคมีบางชนิดในสมอง เช่น ปาโดมีน นอร์อิพิเนฟริน
    ●ความปกติในการทำงานของวงจรที่ควบคุมสมาธิและการตื่นตัวอยู่ที่สมองส่วนหน้า
    ●พันธุกรรม
    ●สิ่งแวดล้อมเป็นพิษ

         ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับสมาธิสั้น
    สมาธิสั้นไม่ได้เกิดจากความผิดของพ่อแม่ที่เลี้ยงดูลูกผิดวิธี แต่ปัญหาอยู่ที่การทำงานของสมองที่ควบคุมเรื่องสมาธิของเด็ก

         ยารักษาโรคสมาธิสั้นที่มีใช้ในประเทศไทย
    มีอยู่ 2 กลุ่มหลักๆ คือ 
    1)เมธิลเฟนิเดต (Methylphenidate) เป็นยาที่มีประสิทธิภาพดีที่สุด รักษาได้ผลประมาณร้อยละ 80 เป็นยาที่อยู่ในกลุ่มยากระตุ้นประสาท ในประเทศไทยขณะนี้มี 2 รูปแบบ คือ 

    Ritalin
    Concerta


    แบบออกฤทธิ์สั้น (ชื่อการค้า Ritalin และ Rubifen) ออกฤทธิ์ประมาณ 30 นาทีหลังรับประทาน ฤทธิ์ยาอยู่นานประมาณ 3-4 ชั่วโมง ต้องให้ยาวันละ 2-3 ครั้ง (เช้า-เที่ยง หรือ เช้า-เที่ยง-บ่าย ขึ้นกับอาการ) ขนาดเริ่มต้นในการรักษา 5 มิลลิกรัม หลังอาหาร เช้า-เที่ยง หรือ เช้า-เที่ยง-บ่าย และเพิ่มได้มื้อละ 2.5-5 มิลลิกรัม จนกระทั่งเด็กอาการดีขึ้น ใช้บ่อยมากในประเทศไทย
    แบบออกฤทธิ์ยาว (ชื่อการค้า Concerta) ออกฤทธิ์นานประมาณ 12 ชั่วโมง เป็นยาใหม่ที่ใช้ในการรักษาโรคสมาธิสั้น เนื่องจากการใช้ยาแบบออกฤทธิ์สั้นมีข้อจำกัดหลายประการ เช่น เด็กลืมกินยามื้อเที่ยง เบื่อกินยา อาย ไม่อยากให้เพื่อนเห็นว่าต้องกินยาที่โรงเรียน รู้สึกกลัวเพื่อนรู้ว่าเป็นผู้ป่วยจิตเวช ยาหมดฤทธิ์เร็วทำให้อาการอาจมีลักษณะ “ขึ้น-ลง”ตามระดับของยาในร่างกาย โอกาสเกิดอาการขาดยา ดื้อยา มีมากกว่า
    2)อโทม็อกซิทีน atomoxetine (ชื่อการค้า Strattera) เป็นยาในกลุ่ม Selective Norepinephrine Reuptake Inhibitor (SNRI)เป็นยาใหม่ที่อยู่ในขั้นตอนนำเข้ามาใช้ในประเทศไทย ข้อดีของยานี้ คือ ไม่ใช่ยาในกลุ่มกระตุ้นระบบประสาท
    Strattera


         ☆ลักษณะของเด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์
    →อุจจาระ ปัสสาวะรดเสื้อผ้าหรือที่นอน
    →ยังติดขวดนม ตุ๊กตา หรือของใช้วัยทารก
    →ดูดนิ้ว กัดเล็บ
    →เรียกร้องความสนใจ
    →อารมณ์อ่อนไหวง่ายต่อสิ่งเร้า
    →ขี้อิจฉา 
    →พูดเพ้อเจ้อ

         9)เด็กพิการซ้ำซ้อน(Children with Multiple Handicaps)
    ●เด็กที่มีความบกพร่องที่มากกว่าหนึ่งอย่าง เป็นเหตุให้เกิดปัญหาขัดข้องในการเรียนรู้อย่างมาก
    ●เด็กปัญญาอ่อนที่สูญเสียการได้ยิน
    ●เด็กปัญญาอ่อนที่ตาบอด
    ●เด็กที่หูหนวกและตาบอด

    กิจกรรมบำบัดในเด็กสมาธิสั้น ของสถาบันราชานุกูล


    การนำความรู้ไปประยุกต์ใช้
         ทำให้เราได้เข้าใจว่าเด็กสมาธิสั้นมีลักษณะอาการเป็นอย่างไร สาเหตุที่แท้จริงเกิดจากอะไร และยังได้รู้ว่าเด็กสมาธิสั้นต้องมียารักษาเพื่อไม่ให้อาการกำเริบ อีกทั้งยังได้เห็นวิธีการบำบัดเด็กที่เป็นสมาธิสั้นโดยสถาบันราชานุกูลอีกด้วย ทำให้เราสามารถนำกิจกรรมบำบัดไปใช้ได้จริงเมื่อเราเจอเด็กที่เป็นสมาธิสั้น



    การประเมินผล
    ตัวเอง เข้าใจเด็กในแต่ละประเภทมากยิ่งขึ้น ให้ความร่วมมือในการเรียนการสอนเป็นอย่างมาก อาจจะมีอาการง่วงนอนบ้างเล็กน้อย แต่ก็กลับมามีสติในการเรียนการสอน
    เพื่อน เข้าเรียนกันค่อนข้างช้าไม่ค่อยให้ความร่วมมือในการเรียนการสอนเท่าที่ควร แต่ก็มาเรียนกันครบ21คน
    อาจารย์ มีเทคนิคในการสอนที่หลากหลายและสามารถยกตัวอย่างสถานการณ์ต่างๆให้นักศึกษานึกภาพตามได้อย่างชัดเจน


    วันอาทิตย์ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2560

    บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 6

    วันพฤหัสบดีที่ 16 กุมภาพันธ์ 2560



    ความรู้ที่ได้รับ

         วันนี้อาจารย์เบียร์ได้พาพวกเราไปศึกษาดูงานที่โรงเรียนเกษมพิทยาเพื่อไปสังเกตการเรียนการสอนของเด็กพิเศษที่ต้องเรียนร่วมกับเด็กปกติ


    เมื่อไปถึงคุณครูที่โรงเรียนก็ได้ทำการแบ่งนักศึกษาให้กระจายออกไปอยู่ตามห้องต่างๆ โดยมีห้องเรียนของอนุบาลทั้งหมด7ห้อง ข้าพเจ้าได้อยู่ห้อง อ.1/2 และเด็กคนที่ข้าพเจ้าได้สังเกตนั้นชื่อว่า ซี(นามสมมติ) จากการที่ข้าพเจ้าได้ไปสังเกตอาการของน้องซี พบว่าน้องซีเป็นเด็กออทิสติก มีอาการไม่พูด ไม่คุย เวลาที่คุณครูสอนต้องคอยกระตุ้นให้น้องพูดหรือตอบคำถามอยู่ตลอดเวลา ด้านร่างกายของน้องซี กล้ามเนื้อมัดใหญ่ของน้องยังไม่ค่อยแข็งแรง เวลาให้เดินทรงตัวบนแผ่นไม้น้องยังคงมีอาการสั่นๆต้องมีครูคอยประคองอยู่เสมอ เมื่อสังเกตน้องๆเสร็จก็ได้มีการสรุปโดยมีป้าหนู หรือ ดร.วรนาท รักสกุลไทย เป็นผู้สรุปสิ่งที่เราได้ศึกษาในวันนี้



    การนำความรู้ไปประยุกต์ใช้

         จากการที่ได้ไปศึกษาดูงานในวันนี้ถือเป็นโอกาสที่ดีที่ทำให้เราเห็นการเรียนการสอน เทคนิคต่างๆของครูที่มีเด็กพิเศษเรียนร่วมกันกับเด็กปกติว่ามีวิธีการสอนอย่างไร ทำอย่างไรจึงจะสามารถทำให้เด็กพิเศษสนใจในสิ่งที่ครูกำลังจะสอนได้ เพื่อที่ข้าพเจ้าจะได้นำเทคนิคและวิธีการสอนต่างๆไปประยุกต์ใช้ได้ในอนาคต



    การประเมินผล
    ตัวเอง เห็นเทคนิคต่างๆที่ใช้ในการสอนและเข้าใจอาการของเด็กพิเศษมากยิ่งขึ้น
    เพื่อน ให้ความร่วมมือในการไปศึกษาดูงานเป็นอย่างมาก 
    อาจารย์ ดูแลและใส่ใจนักศึกษาอย่างทั่วถึง คอยให้คำแนะนำในสิ่งต่างๆที่เรายังมีข้อสงสัยได้อย่างละเอียด