Animated Rainbow Nyan Cat

วันอาทิตย์ที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2560

บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 4

วันศุกร์ที่ 27 มกราคม 2560 เวลา 13.30-16.30น.



ความรู้ที่ได้รับ

     วันนี้ได้เรียนรู้ถึงประเภทของเด็กที่มีความต้องการพิเศษเพิ่มเติมจากเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว โดยเมื่ออาทิตย์ที่แล้วได้พูดถึงเด็กที่มีความต้องการพิเศษไปแล้ว3ประเภท อาทิตย์นี้ก็จะเริ่มที่ประเภทที่4

     4)เด็กที่มีความบกพร่องทางการพูดและภาษา(Children with Speech and Language Disorders)

     ความบกพร่องทางการพูด หมายถึง เด็กที่มีความบกพร่องซึ่งเกิดจากการผิดปกติในด้านความชัดเจนในการปรับปรุงแต่งระดับและคุณภาพของเสียง จังหวะและขั้นตอนของเสียงพูด แบ่งออกเป็น
- 1.ความบกพร่องในด้านการปรุงเสียง(Articulator Disorders) 
●เสียงบางส่วนขาดหายไป "ความ"เป็น"คาม"
●ออกเสียงของตัวอื่นแทนตัวที่ถูกต้อง "กิน"เป็น"จิน"
●เพิ่มเสียงที่ไม่ใช่เสียงที่ถูกต้องลงไปด้วย "หกล้ม"เป็น"หก-กะ-ล้ม"
●เสียงเพี้ยนหรือแปล่ง"แล้ว"เป็น"แล่ว"
ถ้าฝึกให้เด็กพูดบ่อยๆไม่นานก็จะหายเป็นปกติ

- 2.ความบกพร่องของจังหวะและขั้นตอนของเสียงพูด(Speech Flow Disordres)
●พูดไม่ถูกตามลำดับขั้นตอน ไม่เป็นไปตามโครงสร้างของภาษา
●การเว้นวรรคตอนไม่ถูดต้อง
●อัตราการพูดเร็วหรือช้าเกินไป
●จังหวะของเสียงพูดผิดปกติ
●เสียงพูดขาดความต่องเนื่อง สละสลวย

- 3.ความบกพร่องของเสียงพูด(Voice Disorders)
●ความบกพร่องของระดับเสียง เดี๋ยวดังเดี๋ยวเบา
●เสียงดังหรือค่อยเกินไป
●คุณภาพของเสียงไม่ดี

     ความบกพร่องทางภาษา หมายถึง การขาดความสามารถที่จะเข้าใจความหมายของคำพูด และ/หรือไม่สามารถแสดวงความคิดออกมาเป็นถ้อยคำได้ แบ่งออกเป็น

- 1.การพัฒนาการทางภาษาช้ากว่าวัย(Delayed Language)
●มีความยากลำบากในการใช้ภาษา สร้างประโยคไม่ได้
●มีความผิดปกติของไวยากรณ์และโครงสร้างของประโยค
●มีความบกพร่องทางเชาว์ปัญญา อารมณ์ สมองผิดปกติ
●ภาษาที่ใช้เป็นภาษาห้วนๆ
สามารภหายได้ถ้าได้รับการฝึกฝนบ่อยๆ

- 2.ความผิดปกติทางการพูดและภาษาอันเนื่องมาจากพยาธิที่สมอง โดยเรียกว่าDysphasiaหรือAphasia เป็นที่ตัวเด็กเองและเป็นตั้งแต่แรกเกิด
●อ่านไม่ออก(alexia) เขียนไม่ได้(agraphia)
●สะกดคำไม่ได้
●ใช้ภาษาสับสนยุ่งเหยิง
●จำคำหรือประโยคไม่ได้
●พูดตามหรือบอกชื่อสิ่งของไม่ได้
     Gerstman's syndrome คือเด็กที่ผิดปกติทางการพูดและภาษาที่อาการหนักมาก เด็กจะไม่สามารถบอกสิ่งต่อไปนี้ได้ 1)ไม่รู้ชื่อนิ้ว(finger agnosia)
                          2)ไม่รู้ซ้ายขวา(allochiria)
                          3)คำนวณไม่ได้(acalculia)
                          4)เขียนไม่ได้(agraphia)
                          5)อ่านไม่ออก(alexia)
      ☞ลักษณะของเด็กบกพร่องทางการพูดและภาษา
●ในวัยทารกมักเงียบผิดธรรมชาติ ร้องไห้เบาๆ
●ไม่อ้อแอ้ภายในอายุ10เดือน
●ไม่พูดภายใน2ขวบ
●ออกเสียงตัวสะกดไม่ได้
●มีปัญหาในการสื่อความหมาย พูดตะกุกตะกัก
●ใช้ภาษามือแทนการใช้ปากสื่อสาร

    5)เด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายและสุขภาพ(Children with Physical Health Impairments)
●เด็กที่มีอวัยวะไม่สมส่วน
●เจ็บป่วยเรื้อรังรุนแรง
●มีปัญหาทางระบบประสาท
●มีความลำบากในการเคลื่อนไหว
●มีโรคประจำตัว เช่น 
      โรคลมชัก(Epilepsy) เป็นลักษณะอาการที่เกิดเนื่องจากความผิดปกติของระบบประสมองที่กระแสไฟฟ้าผิดปกติและมากเกินปล่อยออกมาจากเซลล์สมอง ซึ่งไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ทำได้แค่กินยาเพื่อบรรเทาอาการเท่านั้น ซึ่งแบ่งออกเป็น 5 ประเภท ดังนี้
   ◇การชักในช่วงเวลาสั้นๆ(Petit Mal) อาการเบื้องต้นก่อนจะเกิดอาการชักคือเด็กจะมีอาการเหม่อนิ่งเป็นเวลา5-10วินาที เมื่อเกิดอาการชักเด็กจะหยุดชะงักและไม่รู้สึกตัว ซึ่งจะพบมากในเด็กก่อนอายุ1ขวบ อาการชักในขั้นนี้สามารถหายได้เองในอนาคต
  ◇การชักแบบรุนแรง(Grand Mal) เมื่อเกิดอาการชักเด็กจะส่งเสียง หมดความรู้สึก กล้ามเนื้อเกร็ง จะมีระยะเวลาในการชักประมาณ2-5นาที จากนั้นก็จะหายและนอนหลับไปชั่วครู่
  ◇อาการชักแบบPartial Complex จะเป็นการชักที่มีลักษณะแปลกๆและค่อนข้างหาได้ยาก ลักษณะอาการคล้ายคนง่วงนอนผสมคนเมา ตาลอยๆ ระยะเวลาที่เกิดอาการชักจะประมาณไม่เกิน3นาที เด็กจะมีอาการเหม่อนิ่ง ไม่รู้สึกตัว หลังจากชักอาจจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้และต้องการนอนพัก
  ◇อาการไม่รู้สึกตัว(Focal Partial) เป็นอาการที่เกิดขึ้นในระยะเวลาสั้นๆ เด็กจะไม่รู้สึกตัวและอาจทำบางอย่างโดยที่ตัวเองไม่รู้ เช่น ร้องเพลง เดินเหม่อลอย แต่ไม่มีอาการชัก พอหายจากชักแล้วเด็กจะเหนื่อยมากและต้องการนอนพัก
  ◇ลมบ้าหมู(Grand Mal) เมื่อเกิดอาการชักจะทำให้หมดสติและหมดความรู้สึก ในขณะชักกล้ามเนื้อจะหดเกร็ง แขนขากระตุก กัดฟัน กัดลิ้น ถ้าเป็นเกิน5นาทีควรที่จะส่งโรงพยาบาลไม่ฉะนั้นจะเสี่ยงต่อการเสียชีวิต

      การปฐมพยาบาลขั้นพื้นฐานในกรณีเด็กมีอาการชัก
-จับเด็กนอนตะแคงขวาบนพื้นราบที่ไม่มีของแข็ง
-ไม่ควรจับตัวเด็กขณะที่กำลังชัก
-หาหมอนหรือสิ่งนุ่มๆมารองศีรษะ
-จัดเสื้อผ้าให้หลวม
-ห้ามนำสิ่งของหรือวัตถุใดๆใส่ปากเฉพาะในกรณีเด็กกัดฟัน ถ้ากัดลิ้นต้องหาอะไรนุ่มๆมายัดปาก ไม่ควรใช้ช้อนหรือของแข็งต่างๆ
-ทำการช่วยหายใจโดยวิธีการเป่าปากหากเด็กหยุดหายใจ

     ซี.พี.(Cerebral Palsy) หรือสมองพิการ คือการเป็นอัมพาตเนื่องจากระบบประสาทสมองพิการ หรือเป็นผลมาจากสมองที่กำลังพัฒนาถูกทำลายก่อนคลอด ระหว่างคลอด หรือหลังคลอด เด็กจะมีการเคลื่อนไหว การพูด พัฒนาการล่าช้า แต่ระดับสติปัญญาปกติ แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้
   ♬กลุ่มแข็งเกร็ง(Spastic) แบ่งออกเป็น
      → Spastic hemiplegia อัมพาตครึ่งซีก ถ้าเป็นด้านขวาแขนขวาและขาขวาจะแข็งเกร็ง ถ้าเป็นด้านซ้ายแขนซ้ายและขาซ้ายจะแข็งเกร็ง
      → Spastic diplegia อัมพาตครึ่งท่อนบน เป็นทั้งแขนซ้ายและแขนขวา
      → Spastic paraplegia อัมพาตครึ่งท่อนล่าง เป็นทั้งขาซ้ายและขาขวา
      → Spastic quadriplegia อัมพาตทั้งตัว
  ♬กลุ่มที่มีการเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นเอง(athetoid,ataxia)
      →athetoid จะมีการขยุกขยิกช้าๆหรือเคลื่อนไหวเร็วๆที่เท้า แขน มือ หรือที่ใบหน้าของเด็ก เด็กบางคนอาจมีคอเอียงหรือปากเบี้ยวร่วมด้วย
      →ataxia มีความผิดปกติในการทรงตัว กล้ามเนื้อทำงานไม่ประสานกัน
  ♬กลุ่มอาการแบบผสม(Mixed) คือมีอาการของกลุ่มแข็งเกร็งและกลุ่มที่มีการเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นเองรวมกัน

     กล้ามเนื้ออ่อนแรง(Muscular Distrophy) เกิดจากเส้นประสาทสมองที่ควบคุมกล้ามเนื้อนั้นๆเสื่อมสลายตัว เด็กจะไม่สามารถเดินหรือนั่งได้ ต้องนอนอยู่กับที่ตลอดเวลา 

     โรคทางระบบกระดูกกล้ามเนื้อ(Orthopedic) ระบบกระดูกกล้ามเนื้อพิการตั้งแต่กำเนิด เช่น         เท้าปุก(Club Foot) เป็นระบบกระดูกกล้ามเนื้อพิการด้วยโรคติดเชื้อ ลักษณะอาการคือเท้าจะงอเข้าข้างใน เหมือนตะแคงเท้าเดิน เกิดจากพันธุกรรม สามารถรักษาโดยการใส่เฝือกเพื่อดัดกระดูก ใส่ตั้งแต่แรกคลอดจนถึง3เดือนแรก เมื่อถอดเฝือกแล้วต้องใส่รองเท้าพิเศษเพื่อดัดเท้าเป็นเวลา4ปี ใส่เฉพาะตอนนอน ไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้เนื่องจากเป็นโรคทางพันธุกรรม
 กระดูกไขสันหลังส่วนล่างไม่ติด(Spina Bifida) ต้องรีบผ่าตัดไม่ฉะนั้นจะเป็นอัมพาตหรือเสียชีวิตได้
 ∽โปลิโอ(Poliomyelitis) มีอาการกล้ามเนื้อลีบเล็ก เกิดจากเชื้อไวรัสโปลิโอ เด็กไม่สามาถยืนไม่ได้ต้องใช้อุปกรณ์เสริมเพื่อช่วยปรับสภาพให้ยืนได้ การได้รับวัคซีนถือเป็นเกราะป้องกันโปลิโอได้ ควรได้รับวัคซีนมากกว่า3-5ครั้ง
 ∽โรคกระดูกอ่อน(Osteogensis Imperfeta) ลักษณะคือไหล่จะกว้าง ขาโก่ง ช่วงตัวสั้น กระดูกของคนที่เป็นโรคนี้จะเปราะบางและแตกง่าย เนื่องจากไม่ได้รับแคลเซียมและวิตามินD
 ∽โรคศีรษะโต(Hydrocephalus) เกิดจากน้ำคลั่งอยู่ในสมอง เป็นตั้งแต่แรกเกิด ร่างกายของเด็กจะไม่เจริญเติบโต สมองของเด็กจะไม่เหมือนกับเด็กทั่วไป สามารถรักษาได้2วิธี 1.กินยาขับปัสสาวะ 2.เจาะศีรษะเพื่อเอาน้ำออก
∽โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์(Rheumatoid arthritis) เกิดจากเชื้อไวรัสทำให้ข้ออักเสบ พบมากในคนที่อายุ30ปีขึ้นไปและพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย สามารถบรรเทาอาการได้โดยการรับยา
 ∽แขนขาด้วนแต่กำเนิด(Limb Deficiency) ถ้าเป็นตั้งแต่กำเนิดสภาพจิตใจจะดีมากกว่าเด็กที่เป็นหลังคลอด อันเนื่องมาจาก การเกิดอุบัติเหตุ เป็นต้น

     ☞ลักษณะของเด็กบกพร่องทางร่างกายและสุขภาพ
●มีปัญหาเกี่ยวกับการทรงตัว
●ท่าเดินคล้ายกรรไกร
●ไอเสียงแห้งบ่อยๆ
●มักบ่นเจ็บหน้าอก บ่นปวดหลังเสมอๆ
●หกล้มบ่อยๆ
●หิวและกระหายน้ำอย่างเกินกว่าเหตุ



การนำความรู้ไปประยุกต์ใช้
     ทำให้เราสามารถเข้าใจโรคของเด็กแต่ละโรคได้มากยิ่งขึ้นและสามารถนำความรู้เหล่านี้ไปใช้ได้ตอนฝึกสอนหากเกิดสถานการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น และทำให้เข้าใจวิธีปฏิบัติที่ถูกต้องว่าสิ่งไหนควรทำหรือสิ่งไหนไม่ควรทำ



การประเมินผล
ตนเอง ตั้งใจเรียนในคาบนี้มากและมีส่วนร่วมในการเรียนการสอนได้ออกไปแสดงตัวอย่างของโรคลมชัก และเข้าใจแต่ละโรคของเด็กมากยิ่งขึ้น
เพื่อน ในคาบนี้เพื่อนๆขาดเรียนกันค่อนข้างเยอะ แต่เพื่อนที่มาเรียนก็มีความตั้งใจในการเรียนการสอนมาก ให้ความร่วมมือเวลาอาจารย์ต้องการความช่วยเหลือ
อาจารย์ อาจารย์มีวิธีการสอนที่น่าสนใจและไม่น่าเบื่อ สามารถยกตัวอย่างโรคต่างๆในนักศึกษาเห็นภาพได้อย่างชัดเจน 

วันพฤหัสบดีที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2560

บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 3

วันศุกร์ที่ 20 มกราคม 2560 เวลา13.30-16.30น. 



ความรู้ที่ได้รับ

     วันนี้ได้เรียนรู้ถึงประเภทของเด็กที่มีความต้องการพิเศษ ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ
1.กลุ่มเด็กที่มีลักษณะทางความสามารถสูง มีความเป็นเลิศทางสติปัญญา เรียกโดยทั่วๆไปว่า เด็กปัญญาเลิศ"(Gifted Child) คือเด็กที่มีความสามารถทางสติปัญญา มีความถนัดเฉพาะทางสูงกว่าเด็กในวัยเดียวกัน

     ◊ลักษณะของเด็กปัญญาเลิศ

พัฒนาการด้านร่างกายและจิตใจ(ความรู้สึกนึกคิด)สูงกว่าเด็กในวัยเดียวกัน
เรียนรู้สิ่งต่างๆได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย
อยากรู้อยากเห็นอย่างจริงจัง ชอบซักถาม (ถ้าเขาถามแล้วเราไม่ตอบเขาจะเกิดอาการน้อยใจ)
มีเหตุผลในการแก้ปัญหาต่างๆ
จดจำได้เร็วและแม่นยำ
มีความรู้ใช้ศัพท์เกินวัย
มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ มีวิธีการคิดแปลกๆ
ชอบแสวงหาสิ่งท้าทายความคิดความอ่าย
อ่อนไหวทางความรู้สึกได้ง่าย
ไม่ชอบให้ใช้เสียงอ่อนหวาน ชอบให้ใช้เสียงปกติธรรมดา

                       ☞ข้อแตกต่างระหว่างเด็กฉลาดกับเด็กGifted

                            เด็กฉลาด                                        Gifted
                       ตอบคำถาม                                    ตั้งคำถาม
                       สนใจที่ครูสอน                                เรียนรู้สิ่งที่สนใจ
                       ชอบอยู่กับเด็กอายุเท่ากัน                  ชอบอยู่กับผู้ใหญ่หรือเด็กที่โตกว่า
                       เรียนรู้ง่ายและเร็ว                             เบื่อง่าย
                       เป็นผู้ฟังที่ดี                                    ชอบเล่า
                       พอใจในผลงานของตน                      ติเตียนผลงานของตน

2.กลุ่มเด็กทีมีลักษณะทางความบกพร่อง ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 9 ประเภท ดังนี้     
     1)เด็กบกพร่องทางสติปัญญา
     2)เด็กบกพร่องทางการได้ยิน
     3)เด็กบกพร่องทางการเห็น
     4)เด็กบกพร่องทางร่างกายและสุขภาพ
     5)เด็กบกพร่องทางการพูดและภาษา
     6)เด็กบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์
     7)เด็กบกพร่องทางดารเรียนรู้
     8)เด็กออทิสติก
     9)เด็กพิการซ้ำซ้อน

     1)เด็กบกพร่องทางสติปัญญา(Children with Intellectual Disabilities) หมายถึง เด็กที่มีระดับสติปัญญาหรือเชาว์ปัญญาต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ยเมื่อเทียบกับเด็กในระดับอายุเดียวกัน มี 2 กลุ่ม คือ เด็กเรียนช้าและเด็กปัญญาอ่อน

     เด็กเรียนช้า
- สามารถเรียนร่วมในชั้นเรียนปกติได้
- มีความสามารถเรียนล่าช้ากว่าเด็กปกติ
- ขาดทักษะในการเรียนรู้
- บกพร่องทางสติปัญญาเพียงเล็กน้อย
- มีระดับสติปัญญา(IQ)ประมาณ 71-90
     สาเหตุของการเรียนช้า
ปัจจัยภายนอก เศรษฐกิจของครอบครัว(ส่วนใหญ่จะพบเด็กเรียนช้าในครอบครัวที่ยากจน) สภาวะทางอารมณ์ของคนในครอบครัว เข้าเรียนไม่สม่ำเสมอ วิธีการสอนไม่มีประสิทธิภาพ
ปัจจัยภายใน พัฒนาการช้าและการเจ็บป่วย

     ▣เด็กปัญญาอ่อน
- ระดับสติปัญญาต่ำ
- พัฒนาการล่าช้า
- พฤติกรรมการปรับตัวบกพร่อง เช่น การสื่อความหมาย การดูแลตนเอง การควบคุมตนเอง การปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นในสังคม 
- อาการแสดงก่อนอายุ18ปี
       เด็กปัญญาอ่อนแบ่งตามระดับสติปัญญา(IQ)ได้ 4 กลุ่ม
1)เด็กปัญญาอ่อนขนาดหนักมาก IQ ต่ำกว่า 20 ไม่สามารถเรียนรู้ทักษะด้านต่างๆได้เลย ต้องดูแลรักษาพยาบาลเท่านั้น
2)เด็กปัญญาอ่อนขนาดหนัก IQ 20-34 ไม่สามารถเรียนได้ แต่ต้องมีการฝึกหัดช่วยเหลือตัวเองในกิจวัตรประจำวันเบื้องต้นง่ายๆ เรียกโดยทั่วไปว่า C.M.R (Custodial Mental Retardation)
3)เด็กปัญญาอ่อนขนาดปานกลาง IQ 35-49 สามารถฝึกอบรมและเรียนทักษะเบื้องต้นง่ายๆได้ สามารถฝึกอาชีพหรือทำงานง่ายๆได้ เช่น กวาดบ้าน ถูบ้าน เรียกโดยทั่วไปว่า T.M.R (Trainable Mentally Retarded)
4)เด็กปัญญาอ่อนขนาดน้อย IQ 50-70 เรียนระดับประถมได้ ฝึกอาชีพและงานง่ายๆได้ เรียกโดยทั่วไปว่า E.M.R (Educable Mentally Retarded)
      ลักษณะของเด็กที่บกพร่องทางสติปัญญา
●ไม่พูด 
●ช่วงความสนใจสั้น
●อารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย รอคอยไม่ได้
●ทำงานช้า
●ไม่มีเหตุผล ชอบใช้ความรุนแรง
●อวัยวะบางส่วนมีรูปร่างผิดปกติ(โดยเฉพาะหน้าตา) กล้ามเนื้อไม่ประสานกัน


ดาวน์ซินโดรม Down Syndrome

สาเหตุ
ความผิดปกติของโครโมโซมคู่ที่ 21 เกินมา1แท่ง
อาการ
ศีรษะเล็กแบน คอสั้น
หน้าแบน ดั้งจมูกแบน
ตาเฉียงขึ้น ปากเล็ก
ใบหูเล็กและอยู่ต่ำกว่าปกติ
ช่องปากแคบ ลิ้นยื่น ฟันขึ้นช้าไม่เป็นระเบียบมือแบนกว้าง นิ้วมือสั้น
เส้นลายมือตัดขวาง นิ้วก้อยโค้งงอ
●ช่องระหว่างนิ้วเท้า 1และ2กว้าง

●อารมณ์ดีเลี้ยงง่าย ร่าเริง
●มีปัญหาในการใช้ภาษาและการพูด
●อวัยวะเจริญเติบโตไม่เต็มที่ทั้งชายและหญิง ถ้าเป็นเพศชายจะเเป็นหมัน เพศหญิงจะมีประจำเดือนต้องดูแลอย่างใกล้ชิด ส่วนใหญ่มักจะพาไปทำหมันเพื่อป้องกันการตั้งครรภ์


























การตรวจวินิจฉัยก่อนคลอดกลุ่มอาการดาวน์
- การเจาะเลือดของมารดาระหว่างตั้งครรภ์
- อัลตราซาวด์
- การตัดชิ้นเนื้อรก
- การเจาะน้ำคร่ำ

     2)เด็กที่บกพร่องทางการได้ยิน(Children with Hearing Impaired) หมายถึง เด็กที่มีความบกพร่องหรือสูญเสียการได้ยิน เป็นเหตุให้การรับฟังเสียงต่างๆไม่ชัดเจน มี 2 ประเภท คือ เด็กหูตึงและเด็กหูหนวก

    ♪เด็กหูตึง 
หมายถึง เด็กที่สูญเสียการได้ยินแต่สามารถรับข้อมูลได้โดยใช้เครื่องช่วยฟัง จำแนกย่อยได้4กลุ่ม
1.เด็กหูตึงระดับน้อย ได้ยินตั้งแต่ 26-40 dB เด็กจะมีปัญหาในการรับฟังเสียงเบาๆ เช่น การกระซิบหรือเสียงจากที่ไกลๆ
2.เด็กหูตึงระดับปานกลาง ได้ยินตั้งแต่ 41-55 dB มีปัญหาในการรับฟังเสียงพูดคุยที่ดังในระดับปกติ จะไม่ได้ยินจับใจความไม่ได้ มีปัญหาในการพูดเล็กน้อย เช่น พูดไม่ชัด เสียงผิดปกติ ออกเสียงเพี้ยน
3.เด็กหูตึงระดับมาก ได้ยินตั้งแต่ 56-70 dB มีปัญหาในการรับฟังเสียงพูดคุยที่ดังกว่าปกติ พูดช้ากว่าปกติ พูดไม่ชัด เสียงเพี้ยน บางคนไม่พูด อาศัยการอ่านปากหรือภาษามือ
4.เด็กหูตึงระดับรุนแรง ได้ยินตั้งแต่ 71-90 dB มีปัญหาในการรับฟังเสียงอย่างมาก ได้ยินเสียงเฉพาะเสียงที่ดังใกล้หูในระยะ1ฟุต เวลาจะคุยด้วยต้องอาศัยการตะโกน 
     
    ♪เด็กหูหนวก
- เด็กสูญเสียการได้ยินอย่างมากถึงขั้นที่ทำให้หมดโอกาสที่จะเข้าใจภาษาพูดจากการได้ยิน
- เครื่องช่วยฟังไม่สามารถช่วยได้ ใช้ภาษามือในการสื่อสาร
- ระดับการได้ยินตั้งแต่ 91 dBขึ้นไป(เสียงเครื่องบิน,ฟ้าผ่า)
     ลักษณะของเด็กที่บกพร่องทางการได้ยิน
●ไม่ตอบสนองเสียงพูด มักตะแคงหูฟัง
●ไม่พูดมักจะแสดงท่าทาง
●พูดไม่ถูกหลักไวยากรณ์
●พูดด้วยเสียงต่ำหรือดังเกินความจำเป็น
●เวลาพูดคุยมักจะมองปากของอีกฝ่ายมากกว่ามองหน้า
●รู้สึกไวต่อการสั่นสะเทือนและการเคลื่อนไหวรอบตัว

     3)เด็กที่บกพร่องทางการมองเห็น(Children with Visual Impairments)
- เด็กที่มองไม่เห็นหรือเห็นแสง เห็นเลือนลาง
- มีความบกพร่องทางสายตาทั้ง2ข้าง
- สามารถเห็นได้ไม่ถึง1/10 ของสายตาคนปกติ
- มีลานสายตากว้างไม่เกิน30องศา(ลานสายตาของคนปกติจะอยู่ที่160องศา)
จำแนกได้เป็น 2 ประเภท คือ เด็กตาบอดและเด็กตาบอดไม่สนิท

     เด็กตาบอด
- เด็กที่ไม่สามารถมองเห็นได้เลย หรือมองเห็นบ้างเล็กน้อย
- ต้องใช้ประสาทสัมผัสอื่นในการเรียนรู้
- สายตาข้างที่ดีมองเห้นได้ในระยะ 6/60, 20/200ลงมาจนถึงบอดสนิท
- มีลานสายตาเฉลี่ยอย่างสูงสุด แคบกว่า 5 องศา

     เด็กตาบอดไม่สนิท
- เด็กที่มีความบกพร่องทางสายตา
- สามารถมองเห็นบ้างแต่ไม่เท่ากับเด็กปกติ
- สายตาข้างดีจะอยู่ในระดับ 6/18, 20/60, 6/60, 20/200 หรือน้อยกว่านั้น
- มีลานสายตาโดยเฉลี่ยอย่างสูงสุดกว้างไม่เกิน 30 องศา

     ลักษณะของเด็กบกพร่องทางการมองเห็น
●เดินงุ่มง่าม ชนและสะดุดวัตถุต่างๆ
●มองเห็นสีผิดปกติ
●มักบ่นว่าปวดศีรษะ คลื่อนไส้ ตาลายอยู่เสมอๆ
●ก้มศีรษะชิดกับงาน
●เพ่งตา หรี่ตา หรือปิดตาข้างนึงเมื่อใช้สายตา
●ตาและมือไม่สัมพันธ์กัน
●มีความลำบากในการจำและแยกแยะรูปร่างเลขาคณิต



การนำความรู้ไปประยุกต์ใช้
     ทำให้เราเข้าใจว่าเด็กที่มีความต้องการพิเศษมีกี่ประเภทและมีอะไรบ้างและมีลักษณะอาการของเด็กที่เป็นแต่ละประเภทเพื่อที่จะได้นำไปใช้ในการสังเกตเด็กๆในตอนที่เราได้ออกไปฝึกสอน ได้เข้าใจธรรมชาติของพวกเขามากยิ่งขึ้นว่าเขาชอบอะไรไม่ชอบอะไร เพื่อที่เราจะได้จัดการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับเด็กๆได้



การประเมินผล


ตนเอง ตั้งใจเรียนในคาบนี้เป็นอย่างมาก เข้าใจถึงลักษณะและอาการของเด็กที่มีความต้องการพิเศษมากยิ่งขึ้น
เพื่อน ค่อนข้างตั้งใจเรียน อาจมีบางครั้งที่พูดคุยกันแต่ก็ไม่มากจนเกินไป
อาจารย์ มีเทคนิคในการสอนที่หลากหลาย สอนสนุกไม่น่าเบื่อ ทำเรื่องยากให้กลายเป็นเรื่องง่ายเพื่อให้นักศึกษาเข้าใจมากยิ่งขึ้น

วันอาทิตย์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2560


บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่2

วันศุกร์ที่ 13 มกราคม 2560 เวลา 13.30-16.30น.



ความรู้ที่ได้รับ

     ได้รู้ถึงชื่อเรียกที่เป็นทางการว่าชื่อจริงๆของเด็กพิเศษนั้นมีชื่อว่าอะไร ชื่อทางการของวิชานี้คือ "Children with special needs" หรือในภาษาไทยเรียกว่า "เด็กที่มีความต้องการพิเศษ" และสำหรับเด็กพิเศษที่อยู่ในระดับปฐวัยจะเรียกว่า "Early Childhood with special needs " 
     ความหมายของเด็กที่มีความต้องการพิเศษทางการแพทย์ มักจะเรียกว่าเด็กพิการซึ่งก็คือเด็กที่มีความผิดปกติทางกาย ทางสติปัญญาหรือทางจิตใจ แต่ในทางการศึกษา หมายถึง เด็กที่จำเป็นต้องมีการเรียนการสอนต่างไปจากเด็กคนอื่นๆ 
รูปนี้คือคำว่า All Children Can Learn เด็กทุกคนสามารถเรียนรู้ได้ เป็นปรัชญาของรายวิชานี้

ปัจจัยที่มีผลต่อพัฒนาการเด็ก

1.ด้านชีวภาพ ซึ่งก็คือด้านร่างกายของตัวเด็กเอง
2.ด้านสภาพแวดล้อมก่อนคลอด คือตอนที่อยู่ในครรภ์แม่ แม่อาจจะดูแลครรภ์ได้ไม่ดี กินเหล้าหรือสูบบุหรี่ซึ่งทำให้ส่งผลกระทบกับตัวเด็กโดยตรง
3.ด้านกระบวนการคลอด เกิดจากการที่รกพันคอเด็กทำให้เด็กขาดออกซิเจนไปเลี้ยงสมอง หรือการที่เด็กสำลักน้ำคร่ำของแม่
4.ด้านสภาพแวดล้อมหลังคลอด คือการดูแลเอาใจใส่ของบุคคลที่เลี้ยงดูเด็กหรือการเกิดอุบัติเหตุ

◆สาเหตุที่ทำให้เกิดความบกพร่องทางพัฒนาการ

1.พันธุกรรม เด็กจะมีพัฒนาการล่าช้าตั้งแต่เกิดหรือระยะไม่นานหลังเกิด จะมีการผิดปกติตั้งแต่เกิดร่วมด้วย เช่น
   - ผิวเผือก(Albinism) ลักษณะคือ ผิวหนังมีสีขาวเผือก ผมหรือขนตามร่างกายจะเป็นสีขาว ผิวค่อนข้างบาง อายุจะไม่ค่อนยืนมากนัก โดนแดดมากไม่ได้เพราะจะทำให้แสบผิวหนังมาก และเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งผิวหนัง

   - ท้าวแสนปม(Neurofibromatosis) ลักษณะคือ จะเป็นก้อนเนื้อขึ้นตามร่างกาย มีประมาณ 5,000-6,000ตุ่มสำหรับคนที่เป็นหนัก จะไม่มีอาการเจ็บหรือปวดตามก้อนเนื้อ จะมีปัญหาเรื่องการทำความสะอาดมากเนื่องจากมีก้อนเนื้อขึ้นตามร่างกายเป็นจำนวนมาก ส่วนมากจะขึ้นตามข้อพับขาแขนหรือบริเวณอกเป็นส่วนใหญ่ และมีวิธีการสังเกตว่าเสี่ยงต่อการเป็นท้าวแสนปมหรือไม่ ดังนี้
                           1)มีปานสีกาแฟใส่นมอย่างน้อย 6ตำแหน่ง
                           2)พบก้อนเนื้องอกตามผิวหนัง 2ตุ่มขึ้นไป
                           3)พบกระบริเวณรักแร้หรือข้อพับต่่างๆ
                           4)พบก้อนเนื้องอกในเส้นประสาทตา
                           5)พบเนื้องอกของม่านตา 2ตำแหน่งขึ้นไป
                           6)พบความผิดปกติของกระดูก
                           7)มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคนี้

   - ปากแหว่งเพดานโหว่(Cleft Lip / Cleft Palate) เป็นมาตั้งแต่กำเนิด ส่วนใหญ่จะพบในครอบครัวที่ค่อนข้างยากจน สาเหตุมาจากการที่แม่อาจจะไม่ค่อยได้ดูแลสุขภาพร่างกายในขณะตั้งครรภ์ หรือแม่อาจจะกินเหล้าสูบบุหรี่มากจนเกินไป บุคคลที่เป็นโรคนี้จะมีปัญหาด้านการพูดการออกเสียง การดูดกลืนอาหาร


   - ธาลัสซีเมีย(Thalassaemia) เป็นโรคเลือดจางที่มีสาเหตุมาจากมีความผิดปกติทางพันธุกรรม เกิดจากเม็ดเลือดไม่แข็งแรง แตกง่าย ซึ่งอาการของคนที่เป็นโรคนี้จะมีอาการซีด ตาเหลือง ตัวเหลือง ตับโต ม้ามโต สีผิวดำคล้ำ สาเหตุมาจากพ่อและแม่ที่เป็นโรคธาลัสซีเมียหรือพ่อแม่ที่มียีนแฝง

                                                     

2.โรคของระบบประสาท เด็กที่เป็นเด็กพิเศษจะมีอาการทางระบบประสาทรวมอยู่ด้วย อาการที่พบบ่อยที่สุดคือ อาการชัก

3.การติดเชื้อ แบ่งออกเป็น การติดเชื้อตั้งแต่อยู่ในครรภ์และการติดเชื้อภายหลังจากการคลอด การติดเชื้อตั้งแต่อยู่ในครรภ์ เช่น แม่มีเชื้อHIVลูกที่อยู่ในครรภ์ก็จะเสี่ยงต่อการติดเชื้อร่วมไปด้วย และการติดเชื้อภายหลังจากการคลอด เช่น แม่เป็นซิฟิลิสหรือหนองในถ้าคลอดลูกด้วยวิธีธรรมชาติจะส่งผลให้ลูกติดเชื้อไปด้วย เพราะฉะนั้นถ้าแม่เป็นซิฟิลิสหรือหนองในต้องคลอดด้วยวิธีการผ่าคลอดเท่านั้น

4.ความผิดปกติของเมตาบอลิซึม เป็นปัญหาสาธารณสุขของไทยมากที่สุด คือ ไทรอยด์ฮอร์โมนในเลือดต่ำ อาการของคนที่เป็นโรคนี้คือ 1)หนาวง่าย 2)เหนื่อยง่าย 3)ผิวแห้ง 4)ผมแห้ง 5)เซื่องซึม 6)ง่วงนอนตลอดเวลา 7)ขี้หลงขี้ลืม 8)ท้องผูก

5.ภาวะแทรกซ้อนระยะแรกเกิด การคลอดก่อนกำหนด น้ำหนักตัวแรกเกิดน้อยและภาวะขาดออกซิเจน

6.สารเคมี 
   - ตะกั่ว พบในภาชนะที่มีรอยเชื่อมชัดเจน ละลายได้ง่ายเมื่อเจอความร้อน ตะกั่วมีผลต่อเด็กและการศึกษามากที่สุด เมื่อรับประทานอาหารที่มีสารตะกั่วผสมอยู่มากๆจะทำให้มีอาการซึมเศร้า เคลื่อนไหวร่างกายช้า ผิวหมองคล้ำ
   - แอลกอฮอล์ แม่ดื่มแอลกอฮอล์เยอะขณะที่กำลังตั้งครรภ์ ลูกคลอดออกมาจะตัวเล็ก สติปัญญาบกพร่อง เด็กที่เกิดมาจะเรียกว่า Fetal alcohol syndrome,FAS เด็กจะมีลักษณะช่องตาสั้น ริมฝีปากบาง
จมูกแบน ปลายจมูกเชิดขึ้น
   - นิโคติน แม่สูบบุหรี่ตอนท้องส่งผลให้เด็กคลอดออกมาแล้วตัวเล็ก ขาดสารอาหาร สติปัญญาบกพร่อง สมาธิสั้นมีปัญหาด้านการเข้าสังคม

7.การเลี้ยงดูไม่เหมาะสม เช่น เด็กขาดสารอาหาร มีผลกระทบน้อยกว่าข้ออื่นๆ

8.สาเหตุอื่นๆ เช่น การเกิดอุบัติเหตุต่างๆ

◆อาการของเด็กที่มีความบกพร่องอทางพัฒนาการ

   - มีพัฒนาการล่าช้ามากกว่า1ด้าน
   - ปฏิกิริยาสะท้อนไม่หายไปเมื่อถึงช่วงอายุ โดยทั่วไปจะหายไปก่อนอายุ 1ขวบ ปฏิกิริยาสะท้อนของเด็ก เช่น เมื่อเราเอานิ้วจิ้มลงไปบนมือเด็ก เด็กจะกำนิ้วเราทันที หรือเมื่อเด็กนอนคว่ำเด็กก็จะชันคอขึ้นมาเองตามอัตโนมัติ

◆แนวคิดทางการวินิจฉัย (หมอเป็นคนทำ)

1.ซักประวัติ เช่น โรคทางพันธุกรรม ปัญหาพฤติกรรม เมื่อหลังจากการซักถามแล้วหมอจะสามารถรู้ได้ว่าเด็กมีพัฒนาการล่าช้าแบบคงที่หรือถดถอย
2.การตรวจร่างกาย คือการตรวจร่างกายทั่วๆไป การมองเห็นและการได้ยิน
3.การสืบค้นทางห้องปฏิบัติการ เช่น การตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ
4.การประเมินพัฒนาการ แบ่งออกเป็น
   - แบบไม่เป็นทางการ คือ ไม่มีอุปกรณ์ ใช้สายตาในการสังเกต และวิธีที่ครูนิยมใช้กันมากที่สุดคือ การพูดคุยสอบถามกับผู้ปกครอง
   - แบบที่ใช้ในเวชปฏิบัติ  
         → แบบทดสอบ Denver II เพื่อใช้คัดกรองเด็กที่พัฒนาการล่าช้าและภาวะปัญญาอ่อนในชุมชน อายุ 6 เดือน - 6 ปี โดยอาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน ไม่เหมาะสำหรับเด็กที่มีความพิการทางร่างกาย ปัญหาสายตา และปัญหาการได้ยิน
          → Gesell Drawing Test ใช้วัดความสามารถกล้ามเนื้อมือและการประสานงานของตากับมือ เป็นทักษะที่บ่งชี้ถึงระดับสติปัญญาหรืออายุสมองได้แบบคร่าวๆ วิธีการคือให้เด็กวาดตามแบบโดยที่แม่หรือผู้ปกครองไม่วาดให้ดูเป็นตัวอย่าง เพื่อวัดตามระดับอายุตามที่ควรจะเป็นตามเกณฑ์ ดังนี้
                                              รูปที่ 1 ....เป็นความสามารถของเด็ก 2 ปี

                                              รูปที่ 2 ....เป็นความสามารถของเด็ก 3 ปี
                                              รูปที่ 3 ....เป็นความสามารถของเด็ก 3 ปีครึ่ง
                                              รูปที่ 4 ....เป็นความสามารถของเด็ก 4 ปี
                                              รูปที่ 5 ....เป็นความสามารถของเด็ก 5 ปี
                                              รูปที่ 6 ....เป็นความสามารถของเด็ก 6 ปี
                                              รูปที่ 7 ....เป็นความสามารถของเด็ก 7 ปี
                                              รูปที่ 8 ....เป็นความสามารถของเด็ก 8 ปี
                                              รูปที่ 9 ....เป็นความสามารถของเด็ก 9 ปี
                                              รูปที่ 10 ...เป็นความสามารถของเด็ก 11 ปี
                                              รูปที่ 11....เป็นความสามารถของเด็ก 12 ปี


         → แบบประเมินพัฒนาการเด็กตามคู่มือส่งเสริมพัฒนาการเด็กอายุแรกเกิด-5ปี ของสถาบันราชานุกูล  แบบประเมินเด็กของสถาบันราชานุกูล


การนำความรู้ไปประยุกต์ใช้

     ทำให้เข้าใจว่าเด็กพิเศษมีปัจจัยและสาเหตุมาจากอะไรบ้างและได้รู้วิธีการประเมินพัฒนาการของเด็กว่าควรใช้แบบไหนถึงจะเหมาะสม


การประเมินผล

ตนเอง ตั้งใจเรียนในคาบนี้มาก เข้าใจในเนื้อหาการเรียนในคาบนี้อย่างละเอียด
เพื่อน ให้ความร่วมมือในการเรียนการสอน ไม่พูดคุยในขณะที่อาจารย์กำลังสอน
อาจารย์ มีความพร้อมในการมาสอนนักศึกษามาก สามารถสอนให้นักศึกษาเข้าใจในเนื้อหาได้ง่ายกระจ่าง สอนสนุก ไม่รู้สึกเบื่อถึงแม้ว่าจะเป็นวิชาทฤษฎี

บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 1 

วันศุกร์ที่ 6 มกราคม 2560 เวลา 13.30-16.30 น.

                                        

ความรู้ที่ได้รับ

      สัปดาห์นี้เป็นสัปดาห์แรกที่มีการเรียนการสอน อาจารย์ได้แจกCourse Syllabusและได้อธิบายว่ารายวิชานี้เราจะเรียนเกี่ยวกับอะไร วิธีการเรียน ชิ้นงานและเกณฑ์การให้คะแนน หลังจากนั้นอาจารย์ได้ให้นักศึกษาทุกคนทำแบบทดสอบก่อนเรียนเกี่ยวกับรายวิชานี้ เพื่อทดสอบความรู้เดิมว่ามีความรู้เกี่ยวกับรายวิชานี้มาน้อยเพียงใด หลังจากที่ทำแบบทดสอบก่อนเรียนเสร็จแล้วอาจารย์ได้แจกใบปั้มเพื่อเอาไว้เช็คชื่อเข้าเรียน ซึ่งวันนี้เพื่อนๆในห้องมาเรียนกันน้อยอาจารย์จึงแจกดาวเด็กดีให้กับคนที่มาเรียนด้วย



การนำความรู้ไปประยุกต์ใช้

       ทำให้ทราบถึงวิธีการเรียนเพื่อจะได้เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับการเรียนวิชานี้



การประเมินผล

ตนเอง มีความพร้อมในการมาเรียนในคาบนี้ แต่อาจจะยังมีความรู้เกี่ยวกับรายวิชานี้ไม่มากนักแต่ก็จะพยายามทำความเข้าใจและตั้งใจเรียนในวิชานี้ให้มากยิ่งขึ้น
เพื่อน ยังไม่ค่อยมีความพร้อมในการมาเรียนมากนักเพราะเพื่อนๆขาดเรียนในคาบนี้กันค่อนข้างเยอะ
อาจารย์ มีความพร้อมในการสอนนักศึกษามาก แต่งการเรียบร้อยเหมาะสม